วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บัฟเฟตต์แนะคนถือหุ้นนานขึ้นในภาวะผันผวน


วอเรน บัฟเฟตต์ แนะนักลงทุนที่รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดหุ้นว่าอย่าไปเฝ้าติดตามราคามากเกินไป และบอกว่ากลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือให้ซื้อและถือหุ้นที่ดีไว้ให้นานขึ้น

วอเรน บัฟเฟตต์ กูรูการลงทุนและมหาเศรษฐีชาวอเมริกันแนะนำนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนรุนแรงของตลาดหุ้นในปีนี้ว่าอย่าไปเฝ้าติดตามราคามากเกินไป

บัฟเฟตต์ ซึ่งมีฉายาโหรแห่งโอมาฮาและมีสินทรัพย์ที่สะสมมามูลค่ารวมมากกว่า 64,000 ล้านดอลลาร์ แนะนักลงทุนว่ากลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือให้ซื้อและถือหุ้นที่ดีไว้ให้นานขึ้น 

เขากล่าวให้สัมภาษณ์เมื่อเร็วๆนี้ว่านักลงทุนจะมีกำไรได้ก็โดยการลงทุน และโดยถือหุ้นที่ดีเป็นเวลานาน ถ้าพวกเขาซื้อหุ้นของบริษัทที่ดีอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาจะได้ผลตอบแทนที่ดีคุ้มค่าหลังจากผ่านไป 10, 20, 30 ปีหลังจากนี้

บัฟเฟตต์ แนะว่าในช่วงที่ตลาดผันผวนอย่างหนักจากปัจจัยรอบด้านตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจจีนไปถึงนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ นักลงทุนไม่ควรซื้อขายหุ้นเข้าออกในพอร์ตของตนถี่มากเกินไป 

เศรษฐีชื่อดังชาวอเมริกันผู้นี้ ซึ่งได้บริหารบริษัท Berkshire Hathaway มาเป็นปีที่ 51 แล้ว มักจะถูกจัดเป็นหนึ่งในบรรดา    มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดยอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับนายบิลเกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ และนักธุรกิจเม็กซิกัน คาร์ลอส หลิม เฮลู 

บริษัท Berkshire Hathaway ได้ลงทุนในหุ้นของสหรัฐมากกว่า 80 บริษัทรวมทั้งชื่อที่ครัวเรือนในสหรัฐรู้จักกันดีอย่าง Dairy Queen, GEICO, Fruit of the Loom, Benjamin Moore, IBM, American Express, Coca-Cola และ Kraft Heinz  

บัฟเฟตต์กล่าวว่าถ้าคนรู้ว่าหุ้นที่ซื้อไปแล้วเป็นหุ้นที่ดีและบริหารโดยคนที่ทำงานดี และนักลงทุนซื้อในราคาที่เหมาะสม ก็ไม่จำเป็นต้องไปเฝ้าดูราคาหุ้นทุกวัน 

เขากล่าวว่าแทนที่จะดูราคาหุ้นทุกวัน สิ่งที่คนควรทำคือให้ติดตามผลกำไรและเงินปันผลย้อนหลังหลายๆปีเพื่อดูว่าเลือกหุ้นได้ถูกตัวหรือเปล่า 

บัฟเฟตต์ ซึ่งได้ประกาศสนับสนุนนางฮิลลารี่ คลินตันของพรรคเดโมแครต ให้ความเห็นเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐว่าเขารู้สึกแปลกใจมากเกี่ยวกับคะแนนเสียงและความนิยมที่นายโดแนล ทรัมพ์ ได้รับ 

เขาอ้างคำพูดของนายชาลี มังเกอร์ รองประธานของ Berkshire Hathaway ที่กล่าวว่าไม่ควรดูถูกหรือมองข้ามคนที่มองตัวเองสูงเกินไป 

เขากล่าวว่าเขามักจะได้พบเห็นคนประเภทนี้จำนวนมากทั้งในภาคธุรกิจและภาคการเมือง

Jack ma

'บางครั้งที่เราขาดโอกาส เพราะเราแค่ยังไม่เอาจริงเท่านั้นแหละ' ..เรื่องที่ผมจะเล่าเป็นเรื่องของชายคนนึงที่โคตรเอาจริงในโอกาสที่เขาสร้างขึ้นเอง !!

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มักจะบ่นว่า ชีวิตไม่มีโอกาส เดี๋ยวนี้ถึงเรียนสูงจบปริญญาโท ก็หางานดีๆ ทำไม่ได้ ..ไม่ว่าจะคิดหรือทำอะไรก็มีคนทำไปแล้ว หรือ ไม่ก็มีบริษัทยักษ์มาแย่งงาน แย่งโอกาส

ยิ่งวันนี้อ่านข่าวโรงงานต่างๆ ทยอยให้พนักงานออก ก็ยิ่งจิตตกหนักเข้าไปอีก

..."อันตัวข้านี้ ร่ำเรียนวิชา ยากลำบากแสนเข็น ทำงานหนักเลือดตากระเด็น แต่ก็เป็นได้แค่อีกคนที่บ่นพึมพรัม!!!"

แต่เดี๋ยวอย่าเพิ่งท้อ ผมมีแนวความคิดของ Jack Ma อยากมาเล่าให้ฟัง ...หลายคนอาจรู้จัก Jack Ma ในฐานะของคนจีนที่รวยที่สุด และรวยเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์จีน แถมเริ่มจากคนยากจนที่ไม่มีเส้นสาย มีอย่างเดียวคือ "เขามีการศึกษา"

สิ่งที่ทำให้ Jack Ma สร้างตัวได้เร็วมากขนาดนี้ คือ 10 ปี รวยติดอันดับโลก ก็คือ "การเข้าใจโอกาสในโลกยุคใหม่"

หลายคนที่บ่นว่าชีวิตไม่มีโอกาส เพราะ เขายังจมอยู่กับการหาโอกาสในยุคก่อน ..ซึ่งบอกเลยว่าไม่ต้องเสียเวลา เพราะ โอกาสในยุคก่อน มันถูกจับจองเรียบร้อย ..สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ กับดัก มันไม่เรียกโอกาส

เดี๋ยวนี้ การเรียนสูง เป็นทั้งกับดักและโอกาส ...ที่ว่าโอกาสคือ ความรู้มันเป็นฐานของทุกอย่าง ทำให้เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์เป็น อ่านเขียนได้ ค้นคว้าข้อมูลเป็น จริงๆ เราต้องการความรู้เบื้องต้นแค่เป็นฐานเท่านั้น

แต่ความรู้ที่เป็นกับดัก ก็คือ "การยึดติดความรู้ที่ร่ำเรียนมา คิดว่าเราจะใช้สิ่งนี้ทำให้เรารวย และหาโอกาสในชีวิตได้" ..ซึ่งไม่ใช่เลย ...โอกาสที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เราเรียน แต่มันอยู่ที่ความสามารถของเราที่จะต่อยอด หรือ แหกกฏในสิ่งที่เรียน เพื่อที่จะ "แก้ปัญหา และ สร้างประโยชน์ให้แก่ผู้คนต่างหาก"

ผมอยากยกตัวอย่างของ Jack Ma ที่เขาสร้างตัวจาก การแก้ปัญหาและสร้างประโยชน์ให้คนดังนี้

1. Jack Ma สร้าง Alibaba ให้เป็น ตัวกลางระหว่าง "ผู้ซื้อ" และ "ผู้ขาย" ..เป็นการแก้ปัญหาให้คนที่มีเงินน้อย หรือ ไม่มีทุน สามารถเริ่มทำธุรกิจได้ง่ายมากๆ โดยมีคอมเครื่องเดียว หรือ มีมือถือ ก็สามารถเปิดธุรกิจได้แล้ว ..นี่คือโอกาสจากการแก้ปัญหาการเริ่มธุรกิจซึ่งเดิมที่ยุ่งยากและใช้เงินทุนสูง ให้ทำได้ง่ายและทุกคนสามารถเปิดธุรกิจได้ง่าย ..ไม่แปลกที่ Alibaba เติบโตเร็ว เพราะ เขาแก้ปัญหาได้โดนใจคนจีนนั่นเอง

2. Jack Ma สร้าง Alipay คือ เงินออนไลน์ ที่ใช้ซื้อขายสินค้าได้ง่าย โดย Alipay ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อสร้างความมั่นใจให้คนซื้อของออนไลน์ ..โดยผู้ซื้อต้องพอใจสินค้าก่อน จากนั้น Alipay ถึงจะทำการจ่ายเงินให้ผู้ขาย ..อันนี้แก้ปัญหาคนที่ไม่กล้าซื้อขานออนไลน์ให้มีความมั่นใจ และ ซื้อขายได้สะดวกกว่าการโอนเงินปกติ ...ทำให้ Alipay กลายเป็น อีกสกุลเงินใหม่ ที่กำลังท้าทายสกุลเงินอื่นๆ ในโลก ...นี่คือ โอกาสจากการแก้ปัญหาให้คนแค่นั้นเอง

3. วันนี้ Jack Ma ต่อยอด สร้าง AliFinance เพราะ เห็นว่าปัญหาของคนส่วนใหญ่คือ มีทุนน้อยเลยขยายธุรกิจยาก แถมไม่มีเครคิตกับธนาคาร ...Jack Ma จึงอาศัย ข้อมูลย้อนหลังในการซื้อขายผ่าน Alibaba และ ความน่าเชื่อถือจากลูกค้า มาประเมินเครดิตร้านค้าขนาดย่อยในเว็บ แล้วให้เงินกู้เองเลย ...คือ เมื่อธนาคารแก้ปัญหาปล่อยกู้คนที่ไม่มีเครดิตไม่ได้ แต่ Jack Ma ทำได้ เพราะ เขาอาศัยดูข้อมูลย้อนหลังความน่าเชื่อถือจากการซื้อขายผ่าน Alibaba เรียกได้ว่า เขาได้สร้างโลกธุรกิจขึ้นมาใหม่ในแบบของเขาเอง และวันนี้มันเริ่มเติบโตจนท้าทายธนาคารจริงๆ เข้าแล้ว

นี่คือ ตัวอย่างเพียงส่วนนึง ที่ Jack Ma โชว์ให้เราเห็นว่า

"ธุรกิจ ก็คือ การเข้าใจปัญหาของมนุษย์ จากนั้น ก็เสนอทางแก้ปัญหา" ..นี่คือ หัวใจของธุรกิจ และ นี่ก็คือ การหาโอกาส

ลืมสิ่งที่เคยทำกันมา ...ให้เรามองไปรอบๆ ตัว แล้วเราลองนึกซิว่า ทุกวันนี้มีสินค้าและบริการอะไรที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ถูกใจลูกค้า เช่น อย่าง Taxi ไม่รับคน ก็เจอ UBER จับไปเป็นโอกาส สร้างให้เจ้าของ UBER กลายเป็นมหาเศรษฐีในชั่วข้ามคืน

ปัญหาคือ โอกาส ...อย่าบอกนะ ว่าไม่มี ...คิด แล้ว แก้ปัญหา จัดไป !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559

มนุษย์เงินเดือน 4 แบบ



ใครเป็นแบบใด จะมีค่าจ้างตามแบบนั้น ..หลายคนหลงคิดว่า ฉันเรียนสูง บ้านมีฐานะ อาจจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องอยู่ในกลุ่ม 

ไม่เลย !! ...สุดท้ายหากเราเป็นมนุษย์เงินเดือน เราต้องเลือกแบบใดแบบหนึ่ง เพื่อไปต่อในด่านถัดไปนะครับ -- 'คุณได้ไปต่อนะคร๊าบบ!!'

หนึ่ง : 'มนุษย์เงินเดือนหลักลอย' ..หลักลอย ก็คือ หลักร้อย ..หาเงินค่าจ้างขั้นต่ำ ..งานที่ทำคืองานที่จ้างเราให้ไปยืนหรือนั่งตรงนั้นแหละ ..งานนี้วัดผลจากสองอย่าง คือ หนึ่ง จำนวนชิ้นที่ทำ สอง วัดจากชั่วโมงที่นั่ง ..และจุดเด่นของงานนี้คือ ใครทำก็ได้ ใช้เวลาเรียนรู้งานไม่นาน ..ถ้าถามนายจ้าง เขาอยากเอาเครื่องจักรมาแทนคนงานเหล่านี้มากๆ ...ถ้างานใครเป็นแบบนี้คือ 'มนุษย์เงินเดือนหลักลอย' ..แนะนำให้พัฒนาตัวเอง เพื่อเปลี่ยนหลักอย่างด่วน !!

สอง : 'มนุษย์เงินเดือนหลักหมื่น' ...งานนี้ต้องมีบัตรผ่านเข้างานเป็นใบปริญญา ยิ่งถ้าเราเรียนเก่งจะได้รับพิจารณาเป็นพิเศษ ..งานนี้ต้องมีความรู้แต่ใครจบปริญญาก็ทำได้ทั้งนั้น ..ใช้เวลาเรียนงานไม่นานมาก ..วัดผลตามจำนวนชิ้นงาน และ เวลาที่เราใช้ ..คนที่จะรุ่งในหลักนี้ ต้องทำงานตามโจทย์ได้ดี ..'สั่งง่าย ทำไว ใจสู้'

สาม : 'มนุษย์เงินเดือนหลักแสน' ..อันนี้เกินใบปริญญาละ มาวัดที่ความเชี่ยวชาญ ..คนที่เงินเดือนหลักแสน ต้องมีความเชี่ยวชาญบางอย่างที่โดดเด่น ...งานนี้ไม่ใช่ใครทำก็ได้ ต้องเป็นฉันเท่านั้น เช่น ถ้าพี่เบิร์ดไม่มาร้องเพลงในงานคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดๆ ก็งานล่มอย่างเดียว ..อันนี้แหละงานของมนุษย์เงินเดือนหลักแสน ...เราเป็นผู้เชี่ยวชาญ เราได้รับการยอมรับ และไม่ใช่ใครๆ จะมาแทนเราได้ ...งานแบบนี้ดีทุกอย่าง เงินดี ชีวิตรุ่ง แต่จะไม่มีเวลาให้ตัวเอง เพราะ นี่คือ ระดับสูงสุดของมนุษย์เงินเดือนที่ขายเวลาแลกเงิน

สี่ : 'มนุษย์เงินเดือนหลักสี่' ...เข้าสี่แยกเลยครับ ..คนที่มาถึงหลักสี่ได้ ส่วนมากเคยผ่านมาทุกหลัก แล้วรู้จักพัฒนาตัวเอง ให้เปลี่ยนหลักมาเรื่อยๆ ...ส่วนใหญ่คนที่เก่งมากๆ จะมาติดอยู่ตรงหลักแสน แต่คิดไม่ออกว่า จะไม่ขายเวลาแลกเงิน จะทำอย่างไร ...มนุษย์เงินเดือนหลักสี่ คือ คนที่แยกตัวเองออกจากงานโดยการสร้างผลงานที่ทำงานแทนตัวเอง ...เพราะตัวเราทำเงินได้ แต่ผลงานเราจริงๆ ก็สร้างเงินได้ - คนที่จะเก่งในหลักนี้ ต้องคิดเรื่องการสร้างผลงานที่ทำเงิน 

(ถ้าเป็นคนเล่นหุ้น ในหลักสี่นี้ต้องแบ่งเงินมาเป็นนักลงทุนบ้าง ไม่ใช่เป็นแต่นักเก็งกำไร ..คือ รู้จักแบ่งเงินบางส่วนมาออมในหุ้น ..ซื้อหุ้นถือทนรวยบ้าง ให้เงินปันผลเลี้ยงเรา -- รวยแบบเข้าใจคนรวยจริง ว่างั้นเถอะ!!)

ลองสำรวจดูซิครับว่า เรากำลังอยู่ในมนุษย์เงินเดือนหลักไหน ? ...ทุกหลักเปลี่ยนไป ถ้าเรารู้จักพัฒนาตัวเอง

เปลี่ยนตัวเอง ให้เปลี่ยนหลัก!!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2559

'เวลาไหนที่ควรลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเอง ?'

'เวลาไหนที่ควรลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเอง ?'

ไม่ ..มันไม่ง่ายหรอก ที่เราเห็นคนที่เขาสามารถลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเอง ...เปลี่ยนชีวิตที่ไม่ดีให้กลายเป็นคนละคน ดีแบบทันตาเห็น !!

แต่ผมอยากจะเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง ว่า จุดที่ว่านั้น 'จุดเปลี่ยนชีวิต' มันมีจริงๆ 

ประมาณ 8 ปีก่อน ผมสูญเสียความมั่นใจทั้งหมดในตัวเอง ธุรกิจร้านอาหารผมเจ๊ง ..ธุรกิจโรงงานกระจกที่ผมลงทุนก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า -- 'จุดนี้แหละครับ จุดเปลี่ยนชีวิต'

คุณรู้ไหมว่า จุดเปลี่ยนชีวิต มันไม่ได้มีหน้าตาสวยหรู แต่มันเป็นจุดที่

1. คุณสูญเสียความมั่นใจทั้งหมดในตัวเอง

2. คุณมองไม่เห็นโอกาสข้างหน้า

3. คุณไปต่อไม่ได้อีกแล้ว 

ถ้าใครมีครบ 3 ข้อนี้ แปลว่า 'คุณเจอจุดเปลี่ยนชีวิตแล้วครับ' ...รู้ไหมว่า เมื่อเจอ 3 ข้อนี้พร้อมกันเข้ามา คุณจะรับมือยังไง ?

'รับไม่ไหว นั่นแหละใช่เลย' ...สิ่งที่เราต้องรู้คือ ผมจะบอกคุณว่า คนที่เขาประสบความสำเร็จในชีวิตทุกคน เขาเจอจุดเปลี่ยนในชีวิต เจอ 3 ข้อนี้ทุกคน ...มันเป็นจุดที่จะทำให้ชีวิตและความคิดทั้งหมดของคุณตกผลึก

'การตกผลึก มันคือ การที่ชีวิตเราเจอเรื่องร้ายแบบที่ว่ามันเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีมองโลกทั้งหมดของเรา (ถ้าดูหนังพวก Superhero จะมีฉาก Transform นั่นแหละจุดนั้นแหละ)

สิ่งที่คุณควรทำคือ

1. จมกับความผิดหวังและเจ็บปวดให้เป็น นี่คือ ชีวิต ให้เรารู้เอาไว้ ว่ามันเป็นเรื่องปกติ

2. ไม่หนีปัญหา ไม่โยนความผิด แม้เราจะไม่ใช่ต้นเหตุ แต่รับเถอะว่าความเสียหายมันเกิดแล้ว เราลองรับผิดชอบความเสียหายแล้วลองแก้ปัญหาดู (จุดนี้ยากและเสียเวลาที่สุด แต่มันคือช่วงการเรียนรู้ขั้นสุดยอดและการเปลี่ยนแปลง ..ช่วงนั้นคุณจะคิดลบ มองโลกลบ แต่ให้รู้เถอะว่า นี่คือจุดเปลี่ยนของชีวิต)

3. ช่วงเห็นแสง (คนที่เจอปัญหาใหญ่ๆในชีวิต จะไม่คิดหรอกว่า เขาจะเห็นแสง ..ไม่มีทางเห็นในวันที่เรารับปัญหา เช่น วันที่เรารับหนี้ก้อนโต รับความเลวร้ายที่เราไม่ได้สร้าง หรือ เจอคนเหยียบซ้ำเติมในวันที่เราแย่ที่สุด ...แต่เมื่อเขาสู้กับปัญหาด้วยความรับผิดชอบ เขาจะเห็นแสงสว่างในที่สุด)

คนที่ผ่าน 3 ข้อนี้ได้ ...ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม ชีวิตคุณจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ -- คุณจะแกร่งขึ้น เก่งขึ้น และ ดีขึ้นแบบน่าตกใจ !!

'คนที่ชีวิตไม่ธรรมดา ก็ต้องมีบททดสอบที่ไม่ธรรมดา ..ถ้าเรากำลังเจอบททดสอบที่ผมว่ามา ก็จงรู้ไว้ว่า คนอย่างคุณมันไม่ธรรมดา'

ผมเอาใจช่วย ...แล้วคุณจะผ่านมันได้ในที่สุด
'ให้รู้เอาไว้ว่า ไม่มีปัญหาใดที่แก้ไม่ได้ ..ต่อให้ความผิดพลาดที่เลวร้ายที่สุด ..ขอให้รับผิดชอบต่อปัญหา เรียนรู้ เปลี่ยนแปลงตัวเรา - แล้วเวลาก็จะก็จะช่วยแก้มันเอง และนี่น่าแปลก คือ มันเร็วกว่าที่คุณคิดเสมอถ้าคุณกล้าเผชิญ'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Blockchain ระบบการเงินในยุค FinTech

(Aug 23) Blockchain ระบบการเงินในยุค FinTech : Blockchain คือนวัตกรรมทางการเงินที่จะเข้ามาปฏิวัติระบบเงินตราของโลก ที่ท่านผู้ประกอบการควรรู้จัก
 
Blockchain เป็นนวัตกรรมทางการเงินแบบใหม่ที่สร้างขึ้นมา เป็นระบบโครงข่ายในการบันทึกบัญชีธุรกรรม Online มีลักษณะเป็นเครือข่ายใยแมงมุม ที่สามารถเก็บสถิติการทำธุรกรรมทางการเงินและสินทรัพย์อื่นๆ โดยไม่มีตัวกลาง คือ สถาบันการเงิน หรือ สำนักหักบัญชี อย่างที่เคยเป็นมา ทำให้ต้นทุนการทำธุรกรรมถูกลง
ระบบการเงินในอดีต ธนาคารมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางในการทำธุรกรรมทางการเงิน ที่เรียกว่า Centralized Network เมื่อเราฝากเงินกับธนาคาร จะต้องโอนเงินและรับเงินผ่านธนาคาร ซึ่งปัจจุบันผู้ใช้บริการใช้เงินสดลดน้อยลง ทำให้การทำธุรกรรมโอนเงินและรับเงินมากยิ่งขึ้น ความเสี่ยงจากการเจาะข้อมูลก็มากขึ้นด้วยเช่นกัน จึงได้มีการค้นคิดคำว่า Blockchain ขึ้นมา ในปี 1990 ระบบ Internet อยู่ในช่วงเริ่มต้น และต่อมาได้กลายเป็นระบบที่เปลี่ยนโลกBlockchain ซึ่งกำลังเริ่มต้นในขณะนี้ ก็จะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนโลกเช่นกัน
 
สกุลเงินดิจิตอล (Crypto currency) ที่มีบาทสำคัญเกี่ยวข้องกับ Blockchain ที่ควรรู้จัก คือ Bitcoin ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2008 เป็นสกุลเงินที่ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า ซึ่งเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนในการทำธุรกรรมทางการเงินที่ถูกมาก เช่น การทำธุรกรรมซื้อขายผ่านบัตรเครดิต มีต้นทุน 2-4 % ขณะที่ Bitcoin มีต้นทุนการทำธุรกรรมโดยเฉลี่ยต่ำกว่า 1% ซึ่งถูกกว่ากันหลายเท่า Bitcoin เป็นค่าเงินดิจิตอลที่มีจำนวนจำกัด คือ 21 ล้าน Unit Bitcoin การเกิดขึ้นของค่าเงินนี้ จะถูกทำผ่านขั้นตอนต่างๆ ในระบบ โดยไม่สามารถรู้ตัวตนของเจ้าของเงินหรือแก้ค่าของเงินได้ Bitcoin จะมีรหัสที่สร้างขึ้นมาแล้วทำการสื่อสารกับ Blockchain เพื่อทำการตรวจสอบความถูกต้องที่แน่นอน ก่อนที่จะมีการทำธุรกรรมขึ้นจริง
 
Blockchain จะเป็นระบบโครงข่ายในการทำธุรกรรมต่างๆ ของ Bitcoin และจะพัฒนาไปสู่ธุรกรรมออนไลน์ทั่วไป ธุรกรรมหลักทรัพย์ในการซื้อขายหุ้น พันธบัตร และสกุลเงินตราต่างๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาธนาคารอีกต่อไป ทำให้ต้นทุนในการทำธุรกรรมเหล่านี้ถูกลงมาก และยังอาจนำไปใช้ในงานอื่นๆ เช่น การให้ยืม Cloud Storage ระหว่างกัน รวมถึงระบบ Lending และอื่นๆ อีกมากมาย ในต่างประเทศสถาบันการเงินต่างๆ เริ่มมีการลงทุนในการทำ Blockchain มากขึ้น เช่น Citibank, ตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ล่าสุด VISA ก็ได้เข้าลงทุนใน Blockchain ชั้นนำ อย่าง Chain com ไปเรียบร้อยแล้ว การเปลี่ยนแปลงในโลก ยุค Digital นั้น รวดเร็วมาก ถ้าไม่ติดตามศึกษาอย่างใกล้ชิด เราจะไม่สามารถอยู่ในโลกของการแข่งขันได้ ซึ่งบทเรียนที่ KODAK เคยประสบมาแล้วเป็นบทเรียนที่น่าสนใจ
ช่วงที่รอคอยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมาถึง การศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ท่านผู้ประกอบต้องขวนขวายต่อไป
 
คำว่า Bitcoin และ Blockchain จะมีการพูดถึงมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับคำว่า Internet เมื่อยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอนครับ
 
โดย : เวทย์ นุชเจริญ
 
Source: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ภาพจาก coin-turk.com
 
http://coin-turk.com/wp-content/uploads/2014/05/Bitcoin_ATM-e1401372981503.jpg