วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อเงินออม



เริ่มต้นปีใหม่ใครๆ ก็อยากจะเริ่มต้นสิ่งดีๆ ให้กับชีวิต อะไรที่เคยทำไว้ไม่ดีก็อยากที่ปรับแก้ไขให้ดีขึ้น แอบเข้าไปดูคำมั่นสัญญาของพี่ๆ น้องๆหลายๆ ท่านในกระทู้ออนไลน์ คำมั่นสัญญายอดฮิตว่าคนส่วนใหญ่อยากทำอะไรให้กับตนเองเมื่อเริ่มปีใหม่ก็หลายหลากมากมาย เช่น ออกกำลังกาย ลดพุง เรียนภาษาอังกฤษ หาทุนเรียนต่อ ลดเหล้า ลดบุหรี่ มีเวลาให้กับครอบครัวมากยิ่งขึ้น เพิ่มดั้ง เสริมอึ๋ม ดาวน์บ้าน ดาวน์รถ แต่งงาน ............แต่ก็จะหนีไม่พ้นทำสิ่งที่ดีให้กับตนเองและครอบครัว หลากหลายกันไป หลายอย่างมีตัวแปรสำคัญคือต้องใช้ “เงินก้อน” ฉะนั้นกลายเป็นว่ามันคือการสร้างเป้าหมายการออมเงินดีๆ นั้นเอง



ดีค่ะ เมื่อมีเป้าหมายการออมเงินแล้ว ก็ต้องเริ่มเก็บเงิน ก็เป็นประเด็นค่อนข้างสำคัญกับหลายท่าน จะทำอย่างไรดี อยากได้แล้วนี่ ตอนนี้ไม่มีเงิน ดิฉันคงไม่แนะนำให้ไปรูดปรื้ดแบบที่เค้าทำๆ กัน ผิดคอนเซ็ปต์นักวางแผนการเงินที่ดีค่ะ

อยากมีเงินออมเพิ่ม ก็ต้องเพิ่มรายได้ หรือลดรายจ่าย จะเริ่มอย่างไรดี ใกล้ตัวมากๆ เลย เคยได้ยินมั้ยคะ “แค่คิดเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน” ตอนนี้เราคิดได้แล้วว่าต้องลดรายจ่ายเพื่อเพิ่มเงินออม ก็เปลี่ยนเลยค่ะ  แล้วจะเปลี่ยนอะไรดี....มีขั้นตอนที่แสนจะง่ายที่จะทำให้เรารู้ว่าเปลี่ยนไลฟ์สไตล์อะไรดี เพื่อเพิ่มเงินออม....ทำตามเลยนะคะ
1) ลองบันทึกรายรับ รายจ่ายของตนเอง ยิ่งละเอียดยิ่งดี จริงๆ แล้วถ้าจะให้ดีควรทำสักหนึ่งเดือนเป็นอย่างน้อย ทำเพื่อ?.... จะได้รู้ว่าแต่ละวันเราเสียเงินไปกับอะไรบ้างที่ไร้สาระ และซ้ำๆ แบบเดิม เช่น เสียเงิน 15 บาท เช้า เย็นเพราะนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากหน้าปากซอยเข้าบ้าน หรือจากบ้านไปหน้าปากซอย... หลายคนอาจบอกว่า เงินเล็กน้อยไม่ทำให้เรารวยหรือจน แต่ถ้ามานั่งคำนวณดีๆ มันก็เป็นประเด็นได้นะคะ
เมื่อหาเจอแล้วว่า ในชีวิตประจำวัน ว่ามีรายจ่ายแฝงอะไรบางอย่างที่ไม่จำเป็น เช่น ค่าแวะเข้าร้านสะดวกซื้อหน้าหมู่บ้านทุกเช้า ค่าซักผ้า ค่าแม่บ้าน ค่ากาแฟ ค่าทำผมที่ร้าน ฯลฯ ก็ลองเอามาคำนวณเป็นตัวเงินดูมั้ยคะ ว่าถ้าเราลอง ลด ละ เลิก พฤติกรรมบางอย่างเหล่านี้ เราจะสามารถประหยัดเงินได้เท่าไหร่ หลายท่านอาจจะไม่อยากเชื่อ หยิบเครื่องคิดเลขมาคำนวณกันเลยค่ะ 
ตัวอย่าง เดี๋ยวนี้หนุ่มสาวออฟฟิศ กินข้าวกลางวันเสร็จ จะต้องปิดท้ายด้วยกาแฟราคาแสนแพงอย่างน้อย 1 แก้ว ราคา 110 บาท ทุกวัน ลองนึกดูว่า ถ้าเราสามารถ ลด ละ เลิกได้ คิดเป็นเงินเท่าไร ที่เราจะสามารถออมได้ คือ กาแฟแก้วละ 110 บาท x 5 วันต่อสัปดาห์ x 4 สัปดาห์ต่อเดือน x 12 เดือนต่อปี = 26,400 บาท!!! แม่จ้าว ปีหนึ่งเราเสียเงินค่ากาแฟเท่านี้จริงรึ! นี่แค่วันละหนึ่งแก้ว บางคน สามเวลาต่อวัน คิดแล้วเสียดายเงินแทน
2) เมื่อคิดคำนวณ และเลือกได้แล้ว ว่ามีพฤติกรรมอะไรในชีวิตประจำวันที่เราสามารถและยอมที่จะเลิก เพื่อเป้าหมายเงินออมอันสวยหรูของเรา ถ้าเรากล้าคิดแล้ว เราต้องกล้าทำ!!! ก็ตัดสินใจทำ ลด ละ เลิกค่ะ ลองหากระปุกเงินแบบใสๆ หยอดเงินที่เราประหยัดได้ในแต่ละวันจากการลดพฤติกรรมนั้นๆ ใส่กระปุก มันเป็นการช่วยสร้างภาพให้เราเห็นทุกวันว่าเงินเรางอกเงยแค่ไหนค่ะ
3) เมื่อ เริ่มทำ แล้ว ทำอย่างไรจะทำได้ต่อเนื่องแล้วไม่เลิกทำ ....... เขียนเป้าหมายการออมให้ชัดเจน ติดไว้ที่ประตูบ้าน หน้ากระจก หรือตรงไหนก็ได้ที่เราจะเห็นได้ตลอดเวลา...แล้วลองทบทวนเป้าหมายของตนเองว่าทำได้ใกล้เป้าหมายแค่ไหนระหว่างทางอาจลองคิดโปรโมชั่นให้ตนเอง เช่นถ้าทำได้ติดต่อกัน 5 วัน ก็จะอนุญาตให้ตนเองทำ....ได้ ส่วนใหญ่แล้วพฤติกรรมที่สามารถทำต่อเนื่องได้ 45 วัน ก็มักจะกลายเป็น ลองดูนะคะ แค่หยุดกาแฟราคาแพงวันละแก้วติดต่อกัน 1 ปี ก็เสริมอึ๋มได้หนึ่งข้างแล้วค่ะ ^ ^
ลองทำดูนะคะ ตัวเราเองจะรู้ได้ดีที่สุดว่าเราอยากได้อะไร และเราจะลดละเลิกอะไรได้บ้าง ที่ไม่สร้างความลำบากกายและใจแก่ตัวเราเองจนเกินไป... การออมเงิน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือวินัย และความตั้งใจค่ะ “ใจ” ล้วนๆ


วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

มุมมอง "ความสุข"

 

“ความสุข” เป็นความหลงไหลอันทันสมัยที่ทุกคนพยายามค้นหาให้เจอ ใครเจอ “ความสุข” จะกลายเป็นกำลังใจต่อการดำเนินชีวิต พูดง่ายๆ “ความสุข” เป็นดัชนีของชีวิตในการตัดสินใจหลายๆ เรื่องเลยก็ว่าได้
ถ้าเราทำงานแล้วไม่มีความสุข อาจจะเลิกทำงานนั้นไปเลย เหม็นขี้หน้าใคร ก็พยายามหลีกเลี่ยงการพบเจอ หรือไปเที่ยวที่ใดที่หนึ่งแล้วไร้ความสุข คงไม่ไปซ้ำอีกแน่ๆ
คิดแบบนี้ “ความสุข” กลายเป็นศูนย์กลางของชีวิต จึงเป็นที่มาว่าทำไมพวกเราถึงดิ้นรนเพื่อทำให้ตัวเองมี “ความสุข” ประมาณว่าจะต้องหามาให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็ต้องใช้ทางลัดกันไปเลย หลายๆ คนก็ทานยาลดความเครียด ความซึมเศร้า
แต่ยิ่งทาน อารมณ์ยิ่งแปรปรวน ขณะที่บางคนก็พยายามใช้เงินเพื่อแลกกับการได้มาซึ่ง “ความสุข” เช่น ท่องเที่ยว ดูหนัง ช้อปปิ้ง ทาน แต่ความสุขที่ได้กลับเป็นชั่วข้ามคืน เผลอๆ อาจจะได้ความเหงาเพิ่มเข้ามา
ถ้าเป็นแบบนี้เราจะหา “ความสุข” แบบยั่งยืนกันได้ยังงัย
“เป็นเรื่องกล้วยๆ” Mr.Jolanta Burke อาจารย์อาวุโส ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยอีสต์ ลอนดอน บอกเอาไว้
อาจารย์ท่านนี้เฉลยว่า “ความสุข” ไม่ต้องไปหาไกลหรอก อยู่รอบๆ ตัวพวกเรานี่แหละ ถ้าอยากเจอ “ความสุข” ตัวจริง เสียงจริง ก่อนอื่นต้องเป็นคน “มองบวก” ซะก่อน ขจัดสิ่งสกปรกออกไปจากจิตใจ
อย่างเช่น ถ้ารู้สึกว่าวันนี้มีความเครียด เป็นทุกข์เหลือเกิน ก็ต้องบอกตัวเองไปเลยว่า เดี๋ยววันพรุ่งนี้จะมีความสุขเอง
นั่นคือ ปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติหลายๆ อย่างนั้น มีอิทธิพลต่อ “ความสุข” แบบที่พวกเราอาจจะคาดไม่ถึงกันเลย
Mr.Burke แนะนำการมองหา “ความสุข” แบบง่ายๆ มาฝาก
1.เวลา : จะสังเกตว่าทุกวันนี้คนเรามักต้องการความสำเร็จในชีวิตให้ได้เร็วที่สุด บางคนตั้งเป้าว่าก่อนอายุ 40 ปีจะต้องมีทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วถ้าไปไม่ถึงเป้าหมายจะเกิดอะไรขึ้น คงท้อแท้ สิ้นหวัง ชีวิตไม่มีความหมายอีกแล้ว
ทางออกเพื่อลดความทุกข์ ก็คือ ปรับทัศนะคติ มองบวก ให้ความยืดหยุ่นกับคำว่าเป้าหมายมากขึ้น ถ้า 40 ปีทำไม่ได้ เดี๋ยว 45 ปีก็ทำได้ ถ้าไม่ได้พอถึง 50 ปีก็ได้เอง
อย่าลืมว่า อะไรที่ตึงมากไปก็ขาดง่าย และเวลาขาดก็จะดีดกลับเข้าหาตัวเราเร็วและแรง
2.อารมณ์ : อย่างว่าวัยรุ่นมักจะควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยจะอยู่กัน ปล่อยให้อารมณ์เป็นใหญ่ตลอดเวลา แต่พออายุมากขึ้นๆ จะควบคุมอารมณ์และมีเสถียรภาพต่อเรื่องนี้ดีขึ้น ดังนั้น ถ้าเราต้องการมี “ความสุข” ตั้งแต่อายุน้อยๆ ก็ต้องรู้จักอารมณ์ตัวเอง ทำความเข้าใจ ใช้เหตุและผลในการตัดสินใจหรือดำเนินชีวิต ถ้าทำได้ “ความสุข” ไม่หนีไปไหนหรอก
3.สังคมออนไลน์ : สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นสิ่งที่คนเราขาดไม่ได้เลย บางคนติดงอมแงม แทบไม่เคยเงยหน้ามองผู้คนกันเลย ผลที่ตามมาหนีไม่พ้นเกิดภาวะเครียด หงุดหงิดง่าย
ทางออกง่ายมาก ปิดหน้าจอแล้วเป็นมิตรกับคนรอบข้างให้เยอะๆ พูดคุย ยิ้มแย้ม แล้วชีวิตคุณจะพบกับ “ความสุข” อีกครั้ง
4.เรียบง่าย : ชีวิตเราก็เหมือนการจราจร เมื่อถนนโล่งว่าง เป็นเรื่องง่ายที่จะขับรถไปไหนมาไหนสะดวกสบาย แต่ถ้าจราจรติดขัด จะไปไหนมาไหนก็ลำบาก บางคนถึงขั้นหงุดหงิด สติหลุด เช่นกันถ้าเราทำให้ชีวิตตัวเองยุ่งเหยิง จะทำอะไรก็คงติดๆ ขัดๆ ไปซะหมด
เอาใหม่ ลองปรับการดำเนินชีวิต ลำดับขั้นตอนอีกครั้ง อะไรที่ไม่จำเป็นก็ตัดออกไป เพื่อให้กลับเข้าสู่โหมดความเรียบง่าย รับรองคุณจะรับมือกับการใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ สุดท้าย “ความสุข” จะเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
5.คาดการณ์ : สังเกตดูสิเวลาเราคาดการณ์ชีวิตตัวเองในวันข้างหน้าได้อย่างแม่นยำ จะทำให้เกิดความรู้สึกที่ดี นั่นหมายถึง สามารถเรียนรู้สภาพแวดล้อมได้ลึกซึ้ง อะไรขาดก็เติม อะไรเกินก็ตัด ถ้าทำได้เรื่อยๆ จะเกิดความชำนาญ และสามารถรับมือกับการใช้ชีวิตได้เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
ขอพลังแห่ง "ความสุข" จงอยู่ในตัวคุณ

สิ่งที่แน่นอนที่สุดในโลกคือความตายและภาษี

 


มีวลีของฝรั่งอยู่ประโยคหนึ่งที่ว่า ‘In this world, nothing is certain but death and taxes.’ ซึ่งแปลว่า ‘โลกนี้ไม่มีอะไรที่แน่นอนเท่าความตาย และ การจ่ายภาษี’ ฟังดูแล้วท่านผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรกับประโยค ดังกล่าว แล้วเห็นด้วยหรือไม่ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น การจ่ายภาษีก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่แน่นอนที่สุดที่เราต้องจ่ายในฐานะพลเมืองดี
‘ภาษี’ แค่ได้ยินคำนี้หลายคนก็ทำหน้าเบ้ ไม่อยากจะได้ยินซะแล้ว ทั้งๆ ที่ช่วงเดือนมีนาคมเราก็ทำหน้าที่พลเมืองดีจ่ายภาษีกันมาทุกปี แต่จนแล้วจนรอดภาษีก็ยังทำให้เราปวดหัวอยู่ร่ำไป แล้วจะทำอย่างไรไม่ให้เราปวดหัวกับเรื่องนี้กันดีคะ คำตอบคือ เราก็ต้องมาวางแผนภาษีกัน
‘การวางแผนภาษี’ คือ การเตรียมการเพื่อเสียภาษีให้ถูกต้อง ครบถ้วนในฐานะพลเมืองดี และใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้ไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปี เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้น้อยลง ไม่ต้องเสียภาษีมากจนเกินไป รวมถึงไม่ต้องชำระภาษีเพิ่มหรือเสียเบี้ยปรับโดยใช่เหตุ
การวางแผนภาษีที่ดีจึงควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจในรายละเอียดเกี่ยวกับภาษีเงินได้ที่เราจะต้องเสีย และรู้จักใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้คุ้มค่า โดยหลักในการวางแผนภาษีที่สำคัญดังนี้

1.รู้และเข้าใจกฎ ข้อบังคับแนวปฏิบัติทางภาษีที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการเสียภาษีไม่ถูกต้อง
2.รู้จักการจัดการและจัดเก็บข้อมูลภาษีของตัวเอง ทั้งการเก็บเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลรายได้ เอกสารการหักภาษี ณ ที่จ่าย เอกสารการลงทุน กรมธรรม์ประกันชีวิต เป็นต้น การทำสรุปข้อมูลเหล่านี้ทุกเดือนจะช่วยให้เรารู้ล่วงหน้า ว่าเราจะต้องเสียภาษีเพิ่มเติมหรือจะประหยัดภาษีได้ประมาณเท่าไรซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนภาษีได้
3.รู้จักใช้ประโยชน์จากมาตรการที่จะช่วยลดภาระภาษีที่ทางภาครัฐกำหนดให้ เช่น การทำประกันชีวิต การลงทุนระยะยาว เป็นต้น

ทำไม บัฟเฟตต์จึงลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี

 


คนส่วนใหญ่รู้ว่าคุณวอเรน บัฟเฟตต์ มักจะระมัดระวังในการลงทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากหลัการณ์ข้อหนึ่งของเขาคือจะไม่ลงทุนในธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆที่เข้าใจได้ยาก
 
คนส่วนใหญ่รู้ว่าคุณวอเรน บัฟเฟตต์ กูรูการลงทุนมักจะระมัดระวังในการลงทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจาก หลัการณ์ข้อหนึ่งของมหาเศรษฐีสหรัฐคนนี้คือเขาจะไม่ลงทุนในธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆที่เข้าใจได้ยาก
ถึงแม้บริษัท Berkshire Hathaway ของเขาจะเลือกลงทุนในหุ้น IBM เมื่อ 6 ปีก่อน และซื้อหุ้น Apple เมื่อปีที่แล้ว แต่บริษัททั้ง 2 เป็นธุรกิจที่คนรู้จักกันดีว่าเป็นหุ้นบลูชิพชั้นนำที่ตลาดยอมรับ
ในอีกด้านหนึ่ง หุ้นกลุ่มสินค้าที่สวมใส่ได้ถือเป็นหุ้นที่มีลักษณะของการเก็งกำไรมากกว่า โดยมีแนวโน้มราคาที่ไม่ค่อยแน่นอนสม่ำเสมอ

แต่อย่างไรก็ตาม คุณบัฟเฟตต์ก็ตัดสินใจเสี่ยงซื้อหุ้นในกลุ่มนี้

Berkshire Hathaway ได้ลงทุนใน Richline Group บริษัทธุรกิจจิลเวอรี่ ซึ่ง ZDNet รายงานก่อนหน้านี้ว่าเตรียมจะเปิด ตัวสินค้า ELA (Elegant Lifestyle Accessories) ในฤดูใบไม้ผลินี้
สินค้าหรูหรา ELA ใช้เทคโนโลยี่ที่ให้ผู้สวมใส่สามารถเลือกตั้งค่าของสีสันและอาการสั่นเตือนได้ เมื่อมีสายโทรศัพท์เรียกเข้า หรือมีข้อความของผู้ติดต่อที่ตั้งไว้เป็นรายเฉพาะตัวเข้ามา 
IDC ได้รายงานว่าธุรกิจสินค้ากลุ่มสวมใส่ได้ ได้ขยายตัวเพียง 3.1% ในไตรมาส 3 ของปี 2016 และบริษัทใหญ่ในกลุ่มนี้ชื่อ Fitbit ต้องลดพนักงานลงถึง 6% หรือ 110 คน หลังจากที่ได้เข้าครอบงำบริษัทคู่แข่ง Pebble ที่เชี่ยวชาญทางด้านซอฟแวร์และทรัพย์สินทางปัญญา
ดังนั้น คำถามจึงมีว่าทำไมคุณบัฟเฟตต์ จีงสนใจหุ้นกลุ่มนี้

คำตอบคือนักลงทุนชื่อก้องโลกคนนี้มอง ELA ว่าเป็นสินค้าที่ช่วยต่อยอดธุรกิจจิลเวอรี่ในปัจจุบัน แทนที่จะเป็นสินค้าเทคโนโลยี่อย่างที่คนส่วนใหญ่คิดกัน

คุณบัฟเฟตต์กล่าวกับ CNBC ทางอีเมลว่า ธุรกิจจิลเวอรี่ที่มีมานานหลายร้อยปี จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนักและค่อนข้างปลอดภัยที่จะลงทุน เพราะฉะนั้น การใช้เทคโนโลยี่เข้ามาช่วยเสริม ก็เท่ากับเพียงทำให้สินค้ากลุ่มนี้ที่คนส่วนใหญ่ชอบซื้ออยู่แล้ว ให้ทันสมัยขึ้นในโลกปัจจุบัน
คุณคลิฟฟ์ อูลริค ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมสินค้าของ Richline Group กล่าวว่าธุรกิจจิลเวอรี่ไม่เหมือนสินค้าสวมใส่ทั่วไปที่วางขายอยู่ในตลาด

เขากล่าวว่าจิลเวอรี่เป็นสินค้าที่มีการเปลี่ยนตัวเจ้าของน้อยกว่า แต่มีส่วนต่างของราคากำไรที่สูงกว่า ซึ่งบริษัทเทคโนโลยี่ต้องเข้าใจประเด็นนี้ ว่าสินค้าของตนจะสามารถวางอยู่ในตู้โชว์คอยให้ลูกค้าเข้ามาชมได้หรือไม่

จับตา 10 เทรนด์การค้าโลก

 


ปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และภาคธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงนี้นำมาซึ่งโอกาสมหาศาลสำหรับผู้ที่สามารถปรับตัวได้ทันท่วงที แต่ก็นำมาซึ่งขวากหนามสำหรับธุรกิจที่รับมือไม่ทัน ดังนั้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจไทยต่อความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) จึงได้นำเสนอ Trends หรือ “กระแสใหม่” ของโลกในปี 2560 ที่ธุรกิจต้องจับตาและเตรียมรับมือ

เทรนด์แรกที่มาแรงแซงโค้งคือ การปกป้องทางการค้า (Protectionism) ซึ่งเห็นได้ชัดเจนหลัง Donald Trump ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจสุดโต่งของเขาคือ “แนวคิด America First” ที่เน้นการบริโภคภายในประเทศ สร้างกำแพงภาษีนำเข้า และมาตรการตอบโต้ประเทศที่แทรกแซงค่าเงินตัวเองเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะจีน โดยสิ่งที่น่ายินดีคือท่าทีของ Trump ดูอ่อนลงหลังจากเข้ารับตำแหน่ง แต่ถึงอย่างนั้น ธุรกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และจีน อาจต้องเตรียมรับมือไว้บ้าง ด้วยการมองหาตลาดใหม่และเน้นการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น
เทรนด์ที่ 2 การใช้การลงทุนนำการค้า (Investment-induced Trade) จากภาคการค้าโลกที่อ่อนแรงต่อเนื่อง และมีแนวโน้มชะลอตัวลง ทั้งจากมาตรการปกป้องทางการค้าและนโยบายปรับสมดุลโครงสร้างเศรษฐกิจของหลายประเทศ ที่หันมาเน้นบริโภคภายในมากขึ้น ส่งผลให้เกิดเทรนด์การขยายการลงทุนในต่างประเทศเพื่อสร้างฐานการผลิตและตลาดการค้าแห่งใหม่ โดย EXIM BANK มองว่าโลกการค้ายุคใหม่ การลงทุนมีแนวโน้มจะทวีบทบาทสำคัญมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเพิ่มขีดศักยภาพของธุรกิจเพื่อให้เติบโตไปสู่การเป็นบริษัทข้ามชาติ
เทรนด์ที่ 3 การค้ายุคใหม่ที่เน้นซื้อขายบนอินเทอร์เน็ต (Online Marketplace) เพราะเชื่อว่า มูลค่าการซื้อขายสินค้าและบริการทางอินเทอร์เน็ต (E-Commerce) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปีนี้น่าจะไม่ต่ำกว่า 2.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ นี่จึงเป็นเหตุให้ปีที่ผ่านมา Jack Ma ยอมทุ่มเงิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซื้อ Lazada ขณะที่ตลาด E-Commerce ปี 2559 ของไทย คาดว่ามีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 40% ของมูลค่าซื้อขายสินค้าและบริการทั้งหมด และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเกิน 50% ในอีกไม่ช้า เพราะดูเหมือนยักษ์ใหญ่ในธุรกิจรีเทลต่างก็มุ่งหน้าสู่เทรนด์นี้
เทรนด์ที่ 4 เทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) ซึ่งเข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตและดำเนินธุรกิจมากขึ้นแทนการทำธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบเดิม เข้ามาเปลี่ยนโฉมโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน และทำให้เกิดบริการทางการเงินใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า ลดต้นทุนการดำเนินงาน และเตรียมเข้าสู่ Cashless Society ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก สิ่งที่ธุรกิจไทยควรทำ คือต้องตระหนักรู้ถึงกระแสโลกที่เปลี่ยนไป แล้วนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสม
เทรนด์ที่ 5 เศรษฐกิจแบ่งปันผ่านช่องทางออนไลน์ (Sharing Economy) จากการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าหากันก่อให้เกิดธุรกิจที่มาจากการแลกเปลี่ยนการบริโภค ระหว่างกลุ่มผู้มีทรัพยากรที่มากเกินจำเป็นหรือไม่ค่อยได้ใช้ที่ต้องการแบ่งปันให้กับ ผู้ที่ต้องการใช้ทรัพยากรดังกล่าวในช่วงเวลาหนึ่ง กับผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการเข้าถึงสินค้าและบริการด้วยการเช่า-ยืม แทนการซื้อไว้เพื่อครอบครอง จึงเกิดการแชร์ทรัพยากรผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น และเกิดเป็นธุรกิจรูปแบบใหม่ผ่านการให้บริการบนแพลตฟอร์มออนไลน์ อาทิ Uber, Airbnb เป็นต้น โดย PwC บริษัทวิจัยชั้นนำคาดว่ามูลค่าธุรกิจ Sharing Economy ในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 11 ล้านล้านบาท จาก 5 แสนล้านบาทในปี 2557
เทรนด์ที่ 6 กลยุทธ์เชื่อมโยงและบูรณาการผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร (Business Ecosystem) เพื่อที่เมื่อลูกค้าใช้สินค้า/บริการของบริษัท ก็จะเข้ามาอยู่ในระบบนิเวศ (Ecosystem) ของบริษัท ทำให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างครบถ้วน และถ้าบริษัทมีสินค้า/บริการอื่น ลูกค้าก็จะมีความสะดวกสบายในการใช้สินค้า/บริการเนื่องจากความเชื่อมโยงและบูรณาการระหว่างสินค้า/บริการของบริษัท ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ บริษัท Apple ที่เชื่อมโยงสินค้า/บริการแต่ละชนิดเข้าด้วยกัน ทั้งในแง่ระบบปฏิบัติการและลักษณะการใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ลูกค้ามีแนวโน้มจะใช้สินค้า Apple หลายชนิดร่วมกัน ทั้ง iPod, iPhone, iPad และ MacBook
เทรนด์ที่ 7 Robots, Drones and Automation เทคโนโลยีการผลิตเหล่านี้ถูกนำมาใช้มากขึ้นในกระบวนการผลิตเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดค่าใช้จ่าย โดยโรงงานของบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกหลายแห่งนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่แค่ในโรงงานผลิต ปัจจุบันมีการนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้ในธุรกิจบริการและใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นด้วย มีการคาดการณ์ว่าในอีก 10-20 ปีข้างหน้า จะมีงานกว่า 95 ล้านตำแหน่งที่หุ่นยนต์จะเข้าแทนที่มนุษย์
เทรนด์ที่ 8 การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ลดความสูญเสียในกระบวนการผลิต (Innovating to Zero หรือ Zero Waste) เพื่อลดต้นทุนการผลิตและสอดคล้องกับกระแสห่วงใยสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ธุรกิจต้องติดตาม เข้าใจนำมาพัฒนา และประยุกต์ใช้ เพราะในอนาคต ธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอาจถูกกีดกันให้ออกจากโลกการค้าหรือทำธุรกิจได้ยากจากทั้งข้อบังคับทางกฎหมาย และแรงกดดันจากผู้บริโภค
เทรนด์ที่ 9 ไลฟ์สไตล์ดิจิทัล (Smart Lifestyle) เมื่อยุคแห่งสังคมเมือง (Ur-banization) เติบโตขึ้น ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันต้องเร่งรีบมากขึ้น การนำระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มความสะดวกและความรวดเร็วในด้านต่างๆ จึงได้รับความนิยมแพร่หลาย อาทิ การสั่งอาหารผ่านระบบออนไลน์ การเรียกรถโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่น การควบคุมอุปกรณ์ทุกอย่างภายในบ้านผ่านสมาร์ตโฟนได้จากทุกที่ ทุกเวลา ฯลฯ ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปผูกติดกับเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตสินค้าและบริการจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตรูปแบบใหม่นี้
เทรนด์สุดท้าย สินค้าและบริการเพื่อสังคมสูงวัย (Elderly Care Products) เนื่องจากสัดส่วนประชากรสูงอายุกำลังเพิ่มขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว รวมทั้งไทย จึงกลายเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจในการพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อมาตอบสนองโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้ ซึ่งผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่เป็นกลุ่มผู้มีกำลังซื้อและมีความพอใจที่จะใช้จ่ายเพื่อให้ได้คุณภาพชีวิตที่ดี

จะเห็นว่าเทรนด์เหล่านี้ หลายเรื่องอยู่ใกล้ตัวมากกว่าหลายคนคิด แต่เทรนด์เหล่านี้จะกลายเป็นโอกาสหรือความเสี่ยงสำหรับธุรกิจ ย่อมขึ้นอยู่กับความพร้อมในการรับมือกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และจงจำไว้ว่า ผู้ที่ก้าวทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงได้มากเท่าไร ก็จะสามารถคว้าโอกาสมาได้ก่อนใคร ...มากขึ้นเท่านั้น!

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2560

บนโต๊ะอาหาร

ความทรงจำ "ธนินท์ เจียรวนนท์" (1) บนโต๊ะอาหาร

ผมชื่อ ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP (ซีพี) ย่อมาจาก Charoen Pokphand ซึ่งแปลเป็นภาษาจีนว่า "ผู่เฟิง" ซีพี เป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยมีธุรกิจหลัก 3 กลุ่มได้แก่ กลุ่มเกษตรอุตสาหกรรม  กลุ่มธุรกิจค้าปลีก (ร้านสะดวกซื้อ) และกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม คุณพ่อของผมเป็นผู้ก่อตั้ง "ร้านเจียไต๋" ผมเป็นผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ รุ่นที่ 3

เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี มียอดขายทั่วโลกรวมกว่า 45,000 ล้านดอลลาร์ (ณ ปี พ.ศ. 2558) กิจการในเครือกระจายอยู่ในประเทศต่าง ๆ ของทวีปเอเชีย เช่นประเทศจีน และอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทวีปยุโรป และทวีปอเมริกา มีพนักงานทั้งสิ้นกว่า 300,000 คนเข้าไปลงทุนใน 16 ประเทศทั่วโลกและผลิตสินค้าส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ กว่า100 ประเทศ กล่าวได้ว่าเครือเจริญโภคภัณฑ์คือบริษัทข้ามชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

สำหรับชาวญี่ปุ่นหลายท่านที่ได้อ่านคำบรรยายข้างต้น อาจยังไม่เข้าใจว่าซีพีคือบริษัทอะไร

แต่หากนึกถึงชั้นวางอาหารสำเร็จรูปในร้านสะดวกซื้อของญี่ปุ่น จะเห็นว่ามีสินค้าของซีพีอยู่ทั่วไป อาทิ อาหารสำเร็จรูปที่ผลิตจากเนื้อไก่ และเนื้อหมู ซึ่งถูกบรรจุในถุงบรรจุอาหารที่มีการปิดอย่างมิดชิด หากท่านลองพลิกดูด้านหลังบรรจุภัณฑ์นั้น และเห็นตราสัญลักษณ์วงกลมสีเหลืองที่มีตัวอักษร ซีพี สีแดงอยู่ในวงกลม นั่นก็คือสินค้าที่ผลิตโดย ซีพี ซึ่งสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่แปรรูปเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูปในไทยแล้วส่งออกไปยังญี่ปุ่น ภายใต้ความร่วมมือระหว่างซีพีกับบริษัทอาหารและร้านสะดวกซื้อของญี่ปุ่น

เครือเจริญโภคภัณฑ์ ถูกขนานนามว่าเป็น "บริษัทที่ปฏิวัติโต๊ะอาหารของประเทศญี่ปุ่น"


ซีพี เริ่มส่งออกเนื้อไก่ไปยังญี่ปุ่นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 และในราวทศวรรษที่ 2520 หลังจากที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในประเทศไทยได้เริ่มธุรกิจเลี้ยงกุ้งจนประสบความสำเร็จแล้ว ซีพี ก็ได้เริ่มส่งออกกุ้งไปยังญี่ปุ่นตั้งแต่นั้นมา ซีพี ก็ได้ขายเนื้อไก่และกุ้งในราคาที่เป็นธรรมให้ชาวญี่ปุ่น ทำให้ไก่ทอดและกุ้งทอดกลายเป็นเมนูประจำบนโต๊ะอาหารของชาวญี่ปุ่น

ซีพี ยังได้เข้าไปลงทุนในประเทศจีน โดยใช้ชื่อบริษัทว่า "เจิ้งต้า" หลังจากจีนเริ่มเปิดประเทศในปี พ.ศ. 2521 ซีพี เป็นบริษัทต่างชาติบริษัทแรกที่เข้าไปลงทุนในจีน อีกทั้งเป็นบริษัทต่างชาติบริษัทแรกที่ได้จดทะเบียนการค้าในเขตเศรษฐกิจพิเศษเสิ่นเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ตั้งแต่นั้นมา "เจิ้งต้า" กลายเป็นชื่อที่คุ้นหูของชาวจีน

ในประเทศจีนนั้น ซีพี ก็จัดเป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีสัดส่วนการขายในจีนคิดเป็นเกือบ 40% ของยอดขายเครือเจริญโภคภัณฑ์ทั่วโลก สำหรับคำถามที่ว่า ทำไมบริษัทของไทยอย่าง ซีพี จึงสามารถเข้าไปดำเนินธุรกิจในจีนมากถึงขนาดนั้น คุณพ่อของผมมีส่วนอย่างสำคัญ 

คุณพ่อของผมชื่อ นายเจี่ย เอ็กชอ เป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่เกิดในมณฑลกวางตุ้ง คุณพ่อเดินทางไปหลายประเทศ ทั้งประเทศจีน ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้ขยายกิจการออกไปเรื่อย ๆ ด้วยการที่คุณพ่อมีเชื้อสายจีน เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับประเทศจีนไปด้วย

แม้ว่าผมและพี่น้องจะเกิดในประเทศไทย แต่คุณพ่อของผมก็ตั้งชื่อภาษาจีนให้ลูก ๆ ทุกคนพี่ชายคนที่ 1 ของผมชื่อ "เจิ้งหมิน" พี่ชายคนที่ 2 ชื่อ "ต้าหมิน" พี่ชายคนที่ 3 ชื่อ "จงหมิน" และผมชื่อ "กั๋วหมิน" เมื่อนำคำแรกของชื่อทั้ง 4 คนมารวมกันจะได้คำว่า "เจิ้งต้าจงกั๋ว"

คุณพ่อไม่เพียงแต่ส่งลูก ๆ ไปเรียนในโรงเรียนไทย แต่ยังได้ส่งพวกเราไปเรียนในเมืองจีนด้วย พี่น้องของผมทั้ง 12 คน จึงสามารถพูดภาษาไทยและภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว และหลังจากที่พวกเราได้สืบทอดกิจการต่อจากรุ่นคุณพ่อ เรายังคงติดต่อกับชาวจีนและชาวจีนโพ้นทะเลเรื่อยมาซึ่งทำให้กิจการของซีพีขยายออกไปทั่วประเทศจีนและประเทศอื่น ๆ ที่มีชาวจีนโพ้นทะเล

ที่สำคัญที่สุดคือ ประเทศไทยให้การสนับสนุนเครือเจริญโภคภัณฑ์ และยอมรับตระกูลเจียรวนนท์ที่เป็นคนต่างถิ่นย้ายมาพำนัก และให้โอกาสในการทำมาหากินอย่างเท่าเทียมกัน ถึงแม้ว่าในยุคหนึ่งประเทศไทยจะมีข้อขัดแย้งด้านการเมืองกับประเทศจีน แต่รัฐบาลไทยก็ไม่เคยขับไล่ชาวจีนโพ้นทะเลออกจากประเทศไทย และในช่วงที่มีการปฏิวัติวัฒนธรรมจีนในประเทศจีน คุณพ่อของผมต้องสูญเสียกิจการที่ลงทุนในจีนไป แต่ที่เมืองไทยคุณพ่อของผมยังคงรักษากิจการของครอบครัวไว้ได้ นับว่าเป็นโชคดีของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่คุณพ่อของผมเลือกตั้งสำนักงานใหญ่ในประเทศไทย หากวันนั้นคุณพ่อเลือกตั้งสำนักงานใหญ่ในประเทศจีน เราอาจไม่มีเครือเจริญโภคภัณฑ์เช่นในวันนี้

ชาวจีนโพ้นทะเลได้เข้ามาตั้งรกราก ประกอบอาชีพ และดำเนินชีวิตในประเทศไทยได้อย่างมีความสุข เพราะคนไทยยินดีเปิดรับคนต่างชาติ ซึ่งผมหวังว่าประสบการณ์กว่าครึ่งชีวิตของผมจะเป็นประโยชน์และเป็นข้อคิดให้แก่คนรุ่นหลังได้ไม่มากก็น้อย


วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

10 ข้อควรรู้สำหรับออมในหุ้นในตลาดปัจจุบัน



(ที่ผันผวนรุนแรง แล้วถือหุ้นรับปันผล ไม่ซวยหรือ ..คนอื่นเขาทำรอบ ซื้อขาย ทำกำไร แต่เราต้องถือนี่อ่ะน่ะ ?) 

...คุณมีคำถามแบบนี้ใช่ไหมล่ะ ? ...คุณสนใจวิธีออมในหุ้นที่ซื้อหุ้นแล้วถือให้นานที่สุด (ไม่ขายชั่วชีวิตเลยยิ่งดี) แล้วรอรับปันผล เป็น Passive Income ที่สบายที่สุดในโลก 

- 'คิดให้ดี ..ออมในหุ้นที่ผมพูดถึง มีคนทำได้มากมาย นักลงทุนรายใหญ่ เจ้าของบริษัท ที่มีหุ้นตลอด ถือหุ้นตลอดรอรับแต่ปันผล ...' ...ก็เขาเงินเยอะ แต่ฉันเงินน้อย (ใช่ไหม นี่คือ ข้ออ้างที่คุณจะทำไม่ได้ใช่หรือไม่ ?)

โอเค!! มาดูกันว่า 10 ข้อควรรู้ สำหรับออมในหุ้นในตลาดหุ้นผันผวนบ้าคลั่งแล้วยังทำได้ มีดังนี้

1. ออมในหุ้นเลือกหุ้นพื้นฐานดีเท่านั้น (คนส่วนใหญ่ซื้อหุ้นปั่นเก็งกำไร พอติดดอย ก็จะมาออม ..ไม่ใช่ละ)

2. หุ้นที่เลือกออมต้องมีปันผลที่รับได้ แล้วปันผลเพิ่ใขึ้นเรื่อยๆ (คนส่วนใหญ่ซื้อหุ้นดี แต่ซื้อแพง เช่น P/E , P/BV สูงมาก , ปันผลต่ำมาก ...มันไม่ใช่จังหวะซื้อ นั้นมันจังหวะเล่นสั้น)

3. คุณต้องอ่านมูลค่าหุ้นเป็น (ที่ผมพูดว่า P/E,P/BV, Dividend Yield คุณต้องเข้าใจ ...ถ้าไม่เข้าใจแปลว่าคุณต้องศึกษาเพิ่มก่อนที่จะเริ่มออมในหุ้น)

4. ต้องซื้อหุ้นออมในภาวะที่หุ้นอยู่ในช่วงข่าวร้าย ยิ่งร้ายยิ่งดี (แปลว่า ออมหุ้นเป็นวิธีการลงทุนที่สวนกับคนส่วนใหญ่ในตลาด ..ทุกครั้งที่ตลาดหุ้นลงแรง มันคือโอกาสไม่ใช่วิกฤต)

5. การออมหุ้นห้ามซื้อหุ้นตัวเดียว (ต้องออมอย่างน้อย 5-10 ตัว มิเช่นนั้น มันจะเสี่ยงไม่ต่างจากการพนัน)

6. ต้องมีวินัยสูง และเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ (คุณจะเจอบททดสอบมากมาย คนรอบข้างจะบอกว่าสิ่งที่คุณทำมันไม่ได้เรื่อง หรือบางครั้งช่วงที่คุณซื้อหุ้นออมคุณอ่จจะขาดทุนในช่วงแรกๆ จนคุณหวั่นไหว)

7. เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์การออมในหุ้น (ยิ่งนานยิ่งรวย และรวยในอัตราเร่งขึ้นเรื่อยๆ พร้อมปันผลที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ)

8. ต้องเข้าใจเป้าหมายการออมในหุ้น เพื่อให้เรามี Passive Income จากปันผลหุ้นที่เลี้ยงเราชั่วชีวิต (นี่ไม่ใช่การเก็งกำไรที่ต้องมานั่งซื้อๆขายๆ ..ถ้าจะเก็งกำไรก็เปิดพอร์ตหุ้นแยกอีกอัน ..แยกให้ชัดอย่ามั่ว!!)

9. คุณไม่ควรเปรียบเทียบความรวยกับใคร (เพราะการออมในหุ้น พอร์ตจะแกว่งขึ้นลงตลอดเวลา เราต้องเข้าใจว่า อันนี้ เงินทำงานให้เรา ...ไม่ใช่เราต้องไปทำงานให้เงิน)

10. เมื่อคุณทำสำเร็จให้สอนเรื่องนี้ต่อไปให้คนอื่น เพราะในโลกนี้มีคนเพียง 2 ประเภท เท่านั้น คือ  

หนึ่ง 'คนที่ต้องทำงานเพื่อเงิน ไม่ว่าจะหาเงินได้เยอะแค่ไหน ถ้าหยุดทำจะเริ่มซวย'

สอง 'คนที่เงินทำงานให้เขา' ก็คนที่ลงทุนเป็น ซึ่งออมในหุ้นก็เป็นเพียงหนึ่งวิธีที่ทำให้คนมากมายในโลก สามารถอยู่เหนือเงิน 'เป็นนายเงิน ยิ่งแก่ยิ่งรวย หยุดทำงาน ก็มีปันผลเลี้ยงเราชั่วชีวิต'

ก็ 10 ข้อนี้แหละ ควรรู้ ควรทำ ในการเดินทางสู่วิถี 'ออมในหุ้น'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม