วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

10 ข้อควรรู้สำหรับออมในหุ้นในตลาดปัจจุบัน



(ที่ผันผวนรุนแรง แล้วถือหุ้นรับปันผล ไม่ซวยหรือ ..คนอื่นเขาทำรอบ ซื้อขาย ทำกำไร แต่เราต้องถือนี่อ่ะน่ะ ?) 

...คุณมีคำถามแบบนี้ใช่ไหมล่ะ ? ...คุณสนใจวิธีออมในหุ้นที่ซื้อหุ้นแล้วถือให้นานที่สุด (ไม่ขายชั่วชีวิตเลยยิ่งดี) แล้วรอรับปันผล เป็น Passive Income ที่สบายที่สุดในโลก 

- 'คิดให้ดี ..ออมในหุ้นที่ผมพูดถึง มีคนทำได้มากมาย นักลงทุนรายใหญ่ เจ้าของบริษัท ที่มีหุ้นตลอด ถือหุ้นตลอดรอรับแต่ปันผล ...' ...ก็เขาเงินเยอะ แต่ฉันเงินน้อย (ใช่ไหม นี่คือ ข้ออ้างที่คุณจะทำไม่ได้ใช่หรือไม่ ?)

โอเค!! มาดูกันว่า 10 ข้อควรรู้ สำหรับออมในหุ้นในตลาดหุ้นผันผวนบ้าคลั่งแล้วยังทำได้ มีดังนี้

1. ออมในหุ้นเลือกหุ้นพื้นฐานดีเท่านั้น (คนส่วนใหญ่ซื้อหุ้นปั่นเก็งกำไร พอติดดอย ก็จะมาออม ..ไม่ใช่ละ)

2. หุ้นที่เลือกออมต้องมีปันผลที่รับได้ แล้วปันผลเพิ่ใขึ้นเรื่อยๆ (คนส่วนใหญ่ซื้อหุ้นดี แต่ซื้อแพง เช่น P/E , P/BV สูงมาก , ปันผลต่ำมาก ...มันไม่ใช่จังหวะซื้อ นั้นมันจังหวะเล่นสั้น)

3. คุณต้องอ่านมูลค่าหุ้นเป็น (ที่ผมพูดว่า P/E,P/BV, Dividend Yield คุณต้องเข้าใจ ...ถ้าไม่เข้าใจแปลว่าคุณต้องศึกษาเพิ่มก่อนที่จะเริ่มออมในหุ้น)

4. ต้องซื้อหุ้นออมในภาวะที่หุ้นอยู่ในช่วงข่าวร้าย ยิ่งร้ายยิ่งดี (แปลว่า ออมหุ้นเป็นวิธีการลงทุนที่สวนกับคนส่วนใหญ่ในตลาด ..ทุกครั้งที่ตลาดหุ้นลงแรง มันคือโอกาสไม่ใช่วิกฤต)

5. การออมหุ้นห้ามซื้อหุ้นตัวเดียว (ต้องออมอย่างน้อย 5-10 ตัว มิเช่นนั้น มันจะเสี่ยงไม่ต่างจากการพนัน)

6. ต้องมีวินัยสูง และเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ (คุณจะเจอบททดสอบมากมาย คนรอบข้างจะบอกว่าสิ่งที่คุณทำมันไม่ได้เรื่อง หรือบางครั้งช่วงที่คุณซื้อหุ้นออมคุณอ่จจะขาดทุนในช่วงแรกๆ จนคุณหวั่นไหว)

7. เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์การออมในหุ้น (ยิ่งนานยิ่งรวย และรวยในอัตราเร่งขึ้นเรื่อยๆ พร้อมปันผลที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ)

8. ต้องเข้าใจเป้าหมายการออมในหุ้น เพื่อให้เรามี Passive Income จากปันผลหุ้นที่เลี้ยงเราชั่วชีวิต (นี่ไม่ใช่การเก็งกำไรที่ต้องมานั่งซื้อๆขายๆ ..ถ้าจะเก็งกำไรก็เปิดพอร์ตหุ้นแยกอีกอัน ..แยกให้ชัดอย่ามั่ว!!)

9. คุณไม่ควรเปรียบเทียบความรวยกับใคร (เพราะการออมในหุ้น พอร์ตจะแกว่งขึ้นลงตลอดเวลา เราต้องเข้าใจว่า อันนี้ เงินทำงานให้เรา ...ไม่ใช่เราต้องไปทำงานให้เงิน)

10. เมื่อคุณทำสำเร็จให้สอนเรื่องนี้ต่อไปให้คนอื่น เพราะในโลกนี้มีคนเพียง 2 ประเภท เท่านั้น คือ  

หนึ่ง 'คนที่ต้องทำงานเพื่อเงิน ไม่ว่าจะหาเงินได้เยอะแค่ไหน ถ้าหยุดทำจะเริ่มซวย'

สอง 'คนที่เงินทำงานให้เขา' ก็คนที่ลงทุนเป็น ซึ่งออมในหุ้นก็เป็นเพียงหนึ่งวิธีที่ทำให้คนมากมายในโลก สามารถอยู่เหนือเงิน 'เป็นนายเงิน ยิ่งแก่ยิ่งรวย หยุดทำงาน ก็มีปันผลเลี้ยงเราชั่วชีวิต'

ก็ 10 ข้อนี้แหละ ควรรู้ ควรทำ ในการเดินทางสู่วิถี 'ออมในหุ้น'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

อย่ารวยตามกระแส เพราะมันของปลอม



วันนี้เราดูชีวิตคนรวยผ่านละคร หรือภาพผ่าน Social เราจะเห็นภาพของคนรวยคือ 'ชิวๆ จิบกาแฟ ..คุณชาย ..ไม่ต้องทำอะไร ..พ่อรวยหมื่นล้าน ..วันๆ ก็โฉบรถซูปเปอร์คาร์(ของพ่อ) ไปรับสาวๆ ไฮโซที่ไม่แพ้กัน' ..จะว่าไปมันก็ Slow Life ดีนะ สบายดี แต่ถ้าเราไม่ได้เกิดมาโชคดีแบบนั้น ผมมีคำแนะนำบางอย่างจะให้คุณ

1. ลึกๆ แล้ว คนเราจะภูมิใจในสิ่งที่เราสร้างเอง ..จงเริ่มจากความภูมิใจในความเป็นเรา และเริ่มสร้างทุกอย่างจากจุดที่คุณยืน 

2. ให้เลือกวิธีสร้างตัวที่เหมาะกับตัวเรา ..ไม่ว่าจะเริ่มจากศูนย์ หนึ่ง สอง สาม สี่ ..มันมีวิธีการสร้างตัวจากทุกจุดที่เรายืน ..เริ่มจากค้นหาตัวอย่าง ..อาจเริ่มจากการอ่านประวัติของคนที่สำเร็จจำนวนมาก เพื่อจะค้นหาว่า คนที่เริ่มจากจุดที่เรายืน เขาคิดและทำอย่างไร ? 

(อย่าหาข้ออ้างที่จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ให้หาตัวอย่างที่จะสำเร็จ)

3. คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจริงต่างจากละครตรงที่ว่า ..ในชีวิตจริง คนเหล่านี้คือผู้ที่รับใช้และแก้ปัญหาอะไรบางอย่างให้กับผู้คน 

4. โลกนี้มีคนเพียงสองแบบ คือ หนึ่ง 'ผู้สร้าง' กับ สอง 'ผู้ใช้' ...คนส่วนใหญ่ใช้ทั้งชีวิตแบบผู้ใช้จึงไม่เคยรวยจริง ..คนรวยจริงเขาใช้ชีวิตแบบผู้สร้าง

5. คนที่เก่งใช้เงิน อาจรวยได้ แต่ไม่นาน ..ยิ่งเราพยายามโชว์มากแค่ไหน คนจะเข้าใจว่าคุณขาดสิ่งนั้น ..เราจะชื่นชมกับคนที่สร้างอะไรบางอย่าง แก้ปัญหาและเปลี่ยนชีวิตผู้คน ..อย่าเสียเงินซื้อของเพื่อโชว์คนอื่น เพราะคนอื่นไม่ได้มองแบบที่เราคิด 

6. อาชีพอะไรก็หาเงินได้มาก ถ้าหากเราเป็น 'ผู้นำ' ในอาชีพนั้น (ทำตัวให้น่านึกถึง เวลาคนคิดถึงสิ่งนั้น ..คุณมีโอกาสรวยแน่นอน)

7. การค้นหาตัวเองเป็นเรื่องจำเป็น จงมุ่งมั่นทำหลายๆอย่างให้เจอว่า แท้จริงแล้วเรามีความสุขกับการทำอะไร (บางครั้งวิกฤตที่เข้ามาในชีวิตนั่นแหละ ที่จุดประกายให้เราเจอกับตัวจริงของเรา)

8. คนที่เจอความชอบของตัวเอง จะใช้เงินน้อยลง แล้วใช้เวลาทุ่มเททำสิ่งที่ชอบให้เกิดผลงาน ...นี่แหละคือเวลาที่ชีวิตจะรวยขึ้นและสุขขึ้นแบบก้าวกระโดด

 (ผู้บริโภค Consumer คือ คนที่ใช้ชีวิตท่ามกลางความสับสน จึงหลงคิดไปเองว่า การได้ใช้เงิน มันคลายเครียด มันทำให้มีความสุข ..แต่ยิ่งจ่าย กลับยิ่งว่างเปล่า)

9. คนที่เจองานที่ตัวเองชอบ จะคิดบวกมากขึ้น ..ไม่!! โลกไม่ได้สวยขึ้น เพียงแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเข้าใจตัวเรามากขึ้น เราจะมองโลกในแบบที่มันเป็น ยอมรับความเป็นจริง เข้าใจสิ่งที่เป็น ...นั่นคือจุดที่มุมมองบวกจะเปลี่ยนทุกด้านให้ชีวิตเรา 

10. ช่วงต้นของชีวิต เราล้วนใช้ชีวิตแบบผู้รับ ผู้ขอ ผู้ค้นหา ..แต่เราจะเติมเต็มและมีความสุขในชีวิตจริงๆ ก็เมื่อถึงวันที่เรากระโดดไปอีกด้านของชีวิต คือ ผู้ให้ ...ผู้ให้ไม่จำเป็นต้องร่ำรวย แจกเงิน เสมอไป

 ..ผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่กว่าคือ คนที่ให้ในสิ่งที่ตัวเองเต็ม - คนที่เต็มในความรัก ก็ให้ในความรัก / เต็มในความรู้ ก็ให้ความรู้ / เต็มในเงิน ก็ให้ในเงิน / เต็มในโอกาส ก็แบ่งปันโอกาส / เต็มสิ่งใด ยิ่งให้ ยิ่งมีความสุข

รวยจริงไม่ต้องตามกระแส แต่แชร์ในสิ่งที่เราเติมเต็ม 
#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เล่นหุ้นมันเป็นกระแส มาแล้วเดี๋ยวก็ไป

'หลายคนมองว่า เล่นหุ้นมันเป็นกระแส มาแล้วเดี๋ยวก็ไป ...แต่จริงๆ อยากจะชี้ให้มองไปลึกๆ ลองคิดซิว่า คนมีเงินในโลก เขาวางเงินไว้ที่ไหนกัน ?'
ไม่ใช่เงินสด ...คนมีเงิน เขามีเงินสดแค่พอใช้จ่าย นอกนั้น วางเงินไว้ 2 ที่ ...ซึ่งทุกครั้งที่เขาวางเงิน ต้องมองให้ออกว่า - ถ้าเราหยุดทำงานแล้วเงินจะมาจากไหน / ที่ใดที่วางเงินทำงานแล้วเสี่ยงต่ำ / แล้วที่ไหนที่ยิ่งลงทุนยาวความเสี่ยงยิ่งลด ผลตอบแทนยิ่งเพิ่ม
- 'ตลาดหุ้นไทยไงครับ'
'ผมพบว่า หุ้นระยะยาวโต 12% ต่อปี ให้ปันผลระยะยาวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ให้ค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 10%' ...นอกจากอสังหาแล้ว ก็ตลาดหุ้นนี่แหละที่คนมีเงินเอาเงินวางไว้แล้วรับปันผลมากที่สุด
ลองเอาไปดู
7 นิสัยของคนกำลังจะรวยจากหุ้น
1. 'ชอบมองการณ์ไกล ไม่คิดสั้น' ..คนลงทุนยาวมีโอกาสรวยจากหุ้นมากกว่า คนที่คิดจะเข้ามารวยเร็วๆ
2. 'คนที่อดทน อึด ถึก ไม่ยอมเลิก' ..สถิติจากงานวิจัยตลาดพบว่าใครอยู่รอดเกิน 3 ปีได้ มักจะรอดแล้วรวย !!
3. 'คนเล่นหุ้นพื้นฐาน มักรวยกว่าพวกหุ้นปั่น' ..อันนี้เหมือนใครๆ ก็รู้นะ แต่ลองไปถามคนส่วนใหญ่ที่เจ๊งซิว่า ทำไมเจ๊ง - เขาจะตอบว่า เล่นหุ้นปั่น !! (รู้แล้วก็ยังทำอีก ..เข้าใจไหม !!')
4. 'คนที่ซื้อหุ้นในข่าวร้าย มักจะกำไรกว่าคนที่ซื้อหุ้นตามข่าวดี' ...อันนี้ใครๆ ก็รู้ แต่ข่าวดีทีไรซื้อตามกันขึ้นดอยทุกที
5. 'คนที่ชอบใช้เงินเย็น จะรวยกว่าคนเล่นมาร์จิ้น' ...เงินเย็น ปลอดภัยกว่า และในระยะยาวดีกว่าเสมอครับ
6. 'คนที่เลือกหุ้นด้วยตัวเอง มักมีพอร์ตที่ใหญ่กว่า โตไวกว่า คนเล่นหุ้นตามคนอื่นแนะนำ' ...เรื่องแรกที่ควรเรียนก่อนเริ่มเล่นหุ้น คือ วิธีหาปลาด้วยตัวเอง - ก็วิธีเลือกหุ้นด้วยตัวเองนั่นแหละ
7. 'คนที่ลงทุนเป็นพอร์ต มักรวยกว่าพวกชอบจัดหนักตัวเดียว' ...อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว รู้แล้ว ก็ต้องทำ เพราะเศรษฐีทุกคน คือ นักลงทุนที่รู้จักการกระจายความเสี่ยงที่ดี
ใช่!! สิ่งที่แบ่งแยก ระหว่าง 'นักพนัน' กับ 'นักลงทุน' ก็คือ 'การกระจายความเสี่ยง'
อย่างตลาดหุ้น ราคาแกว่งผันผวน ขึ้นลงทีนี่ 50% ง่ายๆ ..แต่ถ้ารู้จัก 'กระจายความเสี่ยง' ก็สามารถลงทุนในหุ้นแบบไม่เสี่ยง อย่างออมในหุ้นได้ครับ

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559

มินิซีรี่ส์ "วิถีพอเพียง" ตอนที่ 10

ธนาคารต้นไม้สตึก ธนาคารเพื่อชีวิต ธนาคารเพื่อความพอเพียง
วันนี้เรามาทำความรู้จักกับธนาคารต้นไม้สตึก (Satuk Forest Bank)กันดีกว่า ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ เจ้าของและผู้บุกเบิกสวนป่าที่บ้านปากช่อง ตำบลสนามชัย อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์เป็นประธาน (chairman) ของธนาคารต้นไม้สตึก มีพนักงานนกยูง พนักงานนกฮูก พนักงานหมาลาย พนักงานแมว พนักงานวัว พนักงานจิ้งหรีดเรไร และมีคุณตฤนเป็นกรรมการผู้จัดการที่เก่งเรื่องไอที คอยเป็นคอนดั๊กเตอร์ให้ธนาคารต้นไม้ดำเนินไปได้ตามจังหวะลีลาของป่า
แหม! น่ารักทุกชีวิตที่ธนาคารต้นไม้สตึก เพราะว่าบริการทุกระดับประทับใจและยิ้มแย้มเฮฮาตลอดเวลา ไม่รู้จักว่าความเครียดคืออะไร
ทุกชีวิตที่ร่วมกันทำงานกับธนาคารต้นไม้ไม่เคยเรียกร้องแรงงานขั้นต่ำ300บาทต่อวัน หรือขอโบนัสประจำปี เพราะว่าอยู่กันตามธรรมชาติที่สบายดีอยู่แล้ว และทำงานให้ธนาคารต้นไม้สตึกด้วยใจ
ท่านประธานไม่เคยเอาระบบเคพีไอไปวัดว่าทำงานคุ้มกับข้าวสุกหรือไม่ ใครมีแรงมากในการปลูกต้นไม้ ดูแลต้นไม้ก็ทำมาก ใครมีแรงน้อยก็ทำน้อยหน่อย
ผิดกับพนักงานงานของธนาคารพานิชย์ที่รับเงินฝากหรือปล่อยกู้ทั่วๆไปที่เจ้านายจ้องอยู่ตลอดเวลาว่า ทำงานคุ้มกับเงินเดือนหรือไม่ อยู่ไปเหมือนเป็นหุ่นยนต์ขึ้นทุกวัน เห็นงานเป็นจ๊อบ (job) หรือเป็นภาระเหมือนกับคนเมืองทั่วๆไป ที่เป็นทาสของนาฬิกาตั้งแต่8 โมงเช้าถึง5โมงเย็น
แต่พนักงานธนาคารต้นไม้สตึกถือว่าการทำงานเป็นหน้าที่ เป็นส่วนหนึ่งของลีลาของชีวิต ไม่รีบร้อน แต่ก็ไม่เฉื่อยแฉะ เพราะมีเป้าหมายใหญ่ที่จะจรรโลงโลก คือคืนธรรมชาติและชีวิตให้กับโลกโดยไม่ได้มีเรื่องของกำไร/ขาดทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ต่างจากกิจการทุกอย่างในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่สร้างเทคโนโลยี่และวิถีสมัยใหม่พร้อมกับทำลายโลกไปพร้อมๆกัน
และที่สำคัญที่สุดพนักงานธนาคารต้นไม้สตึกเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ไม่ฝืนธรรมชาติ และไม่บังอาจท้าทายหรือหักกฎธรรมชาติ
ท่านประธานสุทธินันท์จัดว่าเป็นนายแบงค์ที่เป็นผู้ใหญ่ใจดี เพราะว่าไม่เคยคิดคำว่ากำไรหรือขาดทุน รายได้มีเข้ามาก็ใช้ ไม่มีก็ไม่ใช้ อีกประการหนึ่ง ไม่รู้จะเอาเงินไปซื้ออะไร ไม่ได้เดินตามแผนธุรกิจ (business plan) ไม่เคยดุด่าพนักงานเหมือนธนาคารอื่นๆที่เวลากำไรหรือการขยายธุรกิจผิดไปจากเป้า
ธนาคารต้นไม้สตึกนี้ดำเนินการมาเกือบกึ่งศตวรรษแล้วโดยไม่ได้ขออนุญาตตั้งกิจการจากกระทรวงพานิชย์ให้วุ่นวาย หรือว่ามีใบไลเซ่นซ์จากธนาคารแห่งประเทศไทย แต่กิจการมั่นคงกว่าธนาคารของรัฐและของเอกชนอย่างเทียบกันไม่ได้
ธนาคารต้นไม้สตึกมีทรัพย์สิน (assets)เป็นต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้พยูน ไม้มะค่า ไม้ยูคาลิปตัส ไม้ยางนา ฯลฯ รวมทั้งพืชผักผลไม้ต่างๆที่กินได้ ไม่ว่าจะเป็นมะละกอ มะกอก มะเขือ มะเดื่อ สุดที่จะบรรยาย
ที่สำคัญที่สุดธนาคารต้นไม้สตึกมีแต่ทรัย์สิน (assets) แต่ไม่มีหนี้สิน (liabilities) ผิดกับธนาคารทั่วไปที่มีทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน ความจริงทรัพย์สินของธนาคารแท้ที่จริงแล้วคือหนี้ของคนอื่นนั้นเอง มันเลยโยงใยกันไปมาจนมั่วไปหมด ถ้าลูกหนี้เบี้ยวก็เจ้ง หรือถ้าเกิดวิกฤติการเงินขึ้นมา มีการแห่ถอนเงิน แบงค์จะล้มเหมือนโดมิโน ทุนประเดิม(capital)โดนกินหมด เหมือนตอนต้มยำกุ้งปี2540ที่ประเทศไทยล้มละลายล่มจมกันถ้วนหน้า
จะหาธนาคารอะไรในโลกนี้มั่นคงเท่าธนาคารต้นไม้สตึกไม่มีแล้ว เพราะว่ามีแต่ทรัพย์สิน ไม่มีหนี้เลยแม้แต่บาทเดียว
ทรัพย์สินของธนาคารต้นไม้สตึกมีแต่จะงอกเงยโดยที่ครูบาสุทธินันท์ ภรรยาและแม่บ้านช่วยกันฝากต้นไม้ในธนาคารต้นไม้สตึกที่มีพื้นที่กว่า500ไร่อย่างต่อเนื่อง เวลาต้นไม้โตขึ้น ราคาจะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
ในขณะที่ธนาคารพานิชย์อื่นๆ คนเอาเงินไปฝากได้ดอกเบี้ยจากธนาคาร แล้วธนาคารก็เอาเงินที่ประชาชนฝากไปปล่อยกู้ต่อกินส่วนต่างดอกเบี้ย ขูดรีดกันไปตามระบบทุนนิยมการเงิน
แต่ที่ธนาคารต้นไม้สตึกการปลูกต้นไม้คือการฝากเงินรูปแบบหนึ่ง แต่เป็นทรัพย์สินจับต้องได้ เงินโดยทั่วไปคือกระดาษเปล่าๆที่เราให้ค่ามันเอง ทั้งๆที่มันไม่ได้มีค่าอะไรในตัว
เวลาแบงค์เอาเงินฝากเราไปเก็บก็เก็บอยู่ในรูปดิจิตัล ยิ่งจะไม่มีตัวตนใหญ่ เป็นเงินไซเบอร์ คอมพิวเตอร์ไวรัสลงมาทีหนึ่ง ไม่รู้ว่าเงินเราจะหายไปหมดหรือเปล่า? คิดแล้วเสียวไส้นอนไม่หลับ
แต่เงินฝากในธนาคารต้นไม้สตึกเป็นต้นไม้ที่จับต้องได้ ให้ความร่มเย็น ให้อ๊อกซิเจน ให้ประโยชน์ใช้สอยคุณค่าอนันต์ เพราะว่าป่าไม้คือชีวิต ถ้าไม่มีป่าก็ไม่มีสิ่งมีชีวิต และต้นไม้สามารถแปลงเป็นเงินกระดาษหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเช่นรถยนต์กระบะ อีแป๊ด หรือไอโฟนได้ตลอดเวลา ด้วยการตัดต้นไม้ไปขายเวลามันโตได้ที่
ต้นไม้ที่เป็นเงินฝาก หรือทรัพย์สินของธนาคารต้นไม้โตขึ้นทุกวันเหมือนกับคนที่มีรายได้เพิ่มจากดอกเบี้ยเงินฝาก ปกติดอกเบี้ยของเงินฝากธนาคารที่ระดับ7%จะทบต้นทุก10ปี แต่ทุกวันนี้ดอกเบี้ยเงินฝากเกือบจะเป็น0% เจอเงินเฟ้อ8-9%ทุกปีๆ (ไม่ใช่เงินเฟ้อ2-3%เหมือนอย่างที่ทางการโฆษณาชวนเชื่อ) ท้ายที่สุดแล้วเก็บเงินฝากธนาคารมีแต่จะจนลง
ค่าของเงินเสื่อมลงไปเรื่อยๆจากเงินเฟ้อที่มองไม่เห็น เพราะว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีการเพิ่มปริมาณเงินเข้าระบบทุกปี และแบงค์มีการสร้างเงินเพิ่มผ่านกลไกแบงค์กิ้งสมัยใหม่ที่ให้อำนาจแบงคฺ์ปล่อยกู้มากกว่าฐานเงินฝากที่ตัวเองมีอยู่ (fractional reserve system)
ความร่ำรวยจึงตกอยู่ในมือผู้ถือหุ้นธนาคาร แต่ประชาชนโดยทั่วไปมีแต่จะจนลง ทำงานใช้หนี้ดอกเบี้ยยิ่งกว่าทาส ยิ่งทางรัฐบาลไทยยกธนาคารให้ต่างชาติ เพราะเห็นว่าเขาเก่ง เขาแน่ ยิ่งเป็นการให้ต่างชาติมาทำนาบนหลังคนไทย
พูดไปแล้วก็ห่อเหี่ยวใจเปล่าๆ
ธนาคารต้นไม้สตึกของครูบาสุทธินันท์ให้ดอกเบี้ยทบต้นทุกๆ3ปี หรือ5ปีตามอัตราการเจริญเติบโตของต้นไม้ ดูๆแล้วให้ผลตอบแทนดีกว่าเล่นหุ้น หรือฝากธนาคารโดยทั่วไปแม้ในยุคสมัยราชาเงินทุนที่ให้ดอกเบี้ยให้กันสูงๆ และไม่ต้องกลัวคนอื่นโกง ยิ่งฝากต้นไม้นานในธนาคารต้นไม้ยิ่งจะรวยมากขึ้นเท่านั้น
ปริมาณต้นไม้ยิ่งมีมากยิ่งมีทรัพย์สินมาก และยิ่งจะมั่นคง ในพื้นที่500กว่าไร่ของธนาคารต้นไม้สตึกน่าจะมีต้นไม้หลายแสนต้น หรืออาจจะเป็นล้านต้นไปแล้ว ไม่แน่ใจเพราะว่าท่านประธานครูบาสุทธินันท์ไม่เคยทำโอดิท (audit)
สงสัยท่านกรรมการผู้จัดการตฤนอาจจะต้องเอาอีแป๊ดไปถ่ายรูปเพื่อช่วยในการนับคำนวนจำนวนต้นไม้ หรืออาจจะดูจากกูเกิ้ลเอิร์ทก็ได้ เพื่อช่วยการบริหารธนาคารต้นไม้สตึกให้ทันสมัยกับเขาบ้าง
คิดเอาง่ายๆ ต้นไม้หนึ่งต้นขายได้30,000บาท ถ้าหาก1ล้านต้นจะมีมูลค่าเท่าใด ลองคิดดูพ่อแม่พี่น้อง ธนาคารต้นไม้สตึกมีทรัพย์สินเหยียบ30,000ล้านบาทไปแล้วไม่ใช่หรือ?
แต่กว่าจะได้1ล้านต้น หรือมาถึงวันนี้ ต้องใช้เวลา ต้องลำบาก ต้องต่อสู้และมีความอดทน หรือความเพียรสูง ปลูกต้นไม้แบบลองผิดลองถูกบนพื้นที่ๆแห้งแล้ง พื้นดินรองรับน้ำผนไม่ได้ เวลาฝนตกที น้ำไหลหายไปหมด ต้องขุดบาดาลใช้ แต่ทำงานปลูกป่าไปทุกวันด้วยความมุ่งมั่น ไม่ช้าไม่นานก็อยู่ตัว พอมีพอกิน
สมกับคำพูดที่ว่าแม้แต่เทวดาไม่สามารถยุดยั้งความสำเร็จของผู้ที่มีความเพียรได้
นอกจากจะไม่มีหนี้แล้ว ธนาคารต้นไม้สตึกยังไม่มีค่าใช้จ่าย (operating cost)อีก ธนาคารอื่นๆต้องมีค่าใช้จ่ายมหาศาลในแต่ละเดือน ใหนจะค่าตึก ค่าเช่าออฟฟิซ ค่าเงินเดือนพนักงาน ค่าแอร์ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าจ้างยามมาป้องกันโจรปล้น ค่าดูแลรักษาระบบคอมพิวเตอร์ ค่าน้ำชา ค่านักตรวจสอบบัญชี ต้องมีตู้นิรภัยเก็บเงิน ต้องมีระบบบัญชี คอมพิวเตอร์ เทลเลอร์ ถ้ารายได้ธนาคารไม่เข้าเป้า ก็โล๊ะพนักงานออกหรือlay-off
แต่ธนาคารต้นไม้สตึกไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย เพราะมีแต่สวนต้นไม้ กับผักและผลไม้ ไม่มียาม ไม่มีรั้วกั้น ถนนทางเดินเป็นดินแดงธรรมชาติ
ไฟฟ้าของธนาคารต้นไม้สตึกก็ติดตั้งโซล่าร์เซลโดยลงทุนแค่200,000บาท น้ำดูดเอามาใช้จากใต้ดิน มีการติดตั้งเสาอากาศไว-ไฟลงทุนแค่40,000บาท เล่นเน็ทได้เร็วไม่แพ้บริการของทรู
น้องๆนักศึกษาปริญญาเอกจากมอราชภัฏอุบล นำทีมโดยอาจารย์ชมพูนุชได้มาเยี่ยมชมกิจการธนาคารต้นไม้สตึก คำถามแรกที่นักศึกษาถามท่านประธานครูบาว่ามีรายได้เท่าไหร่ ท่านประธานบอกว่าไม่มีรายได้ เพราะว่าไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร ของใช้สอยในบ้านก็มีทุกอย่างแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน ต้องการใช้เงินก็ตัดไม้ขาย มีคนมารับซื้อถึงที่
การตัดไม้คือการทำลาย แต่ถ้าตัดต้นไม้หรือทำลาย ต้องทำอย่างถูกต้อง เพราะบางทีต้องตัดต้นไม้เพื่อหลีกทางให้ต้นไม้อื่นมีพื้นที่และมีโอกาสเจริญเติบโต
ถ้าไม่โลภตัดต้นไม้จนหมดภูเขาเหมือนที่พวกนายทุนหน้าเลือดกำลังทำอยู่ในทั่วภูมิภาคของประเทศไทยเพื่อปลูกข้าวโพดทำให้เกิดภัยแห้งแล้ง และน้ำท่วม ต้นไม้จะมีโอกาสเติบโตและมีการหมุนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด และให้ทรัพย์และความมั่นคงกับเราอย่างที่ไม่มีอะไรมาเทียบได้
เหมือนกับที่บรรพบุรุษของไทยเคยอยู่สบายมาก่อน เพราะว่าอยู่กับธรรมชาติ ไม่ได้ทำลายธรรมชาติ
การผลิตก็คือการทำลาย การผลิตที่ดีที่สุด คือการทำลายที่น้อยที่สุด แต่แต่การผลิตสมัยใหม่จะทำลายมากกว่าสิ่งที่ได้มา และไม่มีการหมุนเวียน โลกถึงกำลังก้าวเข้าสูภาวะวิกฤติของการเสียสมดุลของธรรมชาติ
ธนาคารต้นไม้สตึกไม่ใช้เงินเป็นตัวตั้ง เมื่อเงินไม่ใช่เป็นตัวตั้ง ทำอะไรก็สำเร็จเพราะว่าต้นไม้คือทรัพย์สินที่ให้ความมั่นคงกับชีวิตมากกว่าเงินด้วยซ้ำ แตกต่างจากเศรษฐีหลายคนที่ลงทุนซื้อที่400-500ไร่ เพื่อปลูกยางอย่างเดียว ต้องดูแล ต้องจ้างพนักงาน ต้องกรีดยาง ค่าใช้จ่ายเยอะแยะไปหมด ราคายางเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ท้ายที่สุดไม่รู้ว่าจะได้กำไรหรือไม่
นานมาแล้วภรรยาท่านประธานบอกว่าอยากได้แหวนเพชรสองกะรัต ท่านประธานบอกว่าในฐานะที่เป็นถึงประธานธนาคาร10กะรัตก็ซื้อให้ภรรยาได้ เลยพากันไปดูแหวนเพชรที่ร้าน ดูเสร็จกลับมาบ้านท่านประธานบอกภรรยาว่าถ้าจะซื้อแหวนเพชรต้องรอให้ต้นไม้ต้นนี้ พร้อมกับชี้นิ้วไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ให้โตก่อนถึงจะตัดไปขาย
ต่อมาพอต้นไม้โตได้ที่พร้อมตัดเพื่อเอาเงินไปซื้อแหวนเพชร ภรรยาเกิดเปลี่ยนใจ เพราะรู้สึกเสียดาย หรือสงสารต้นไม้ที่เคยอยู่ด้วยกันมานาน ให้อ๊อกซิเจนให้ได้หายใจทุกวัน
วันดีคืนดีจะตัดต้นไม้แล้วแปลงเป็นเงินกระดาษแล้วแปลงต่ออีกทีเป็นแหวนเพชรเพื่อมาใส่ในนิ้วมือ คิดๆไปแล้วไม่มีประโยชน์อะไร จึงเปลี่ยนใจไม่ตัดต้นไม้เพราะว่าไม่อยากได้แหวนเพชรอีกแล้ว
จะว่าธนาคารต้นไม้สตึกไม่มียามก็ไม่ถูกเสียทีเดียว ท่านประธานครูบาสุทธินันท์มีนกฮูกที่มาเฝ้าทุกคืน เวลามีใคร หรือสัตว์เดินมา นกฮูกจะส่งเสียงร้องเหมือนจะคอยเตือนภัย นอกจากนี้ท่านประธานมีบอดี้การ์ดเป็นนกยูงคู่หนึ่ง ที่ชอบเดินอวดขน ชี้ชัน มันทำรังบนต้นไม้สูงใกล้ที่พัก
มีอยู่วันหนึ่งคณะที่มาเยี่ยมมีคนเดินหลงป่า เพราะว่าพื้นที่กว้าง เดินแทบตายหาทางกลับที่พักไม่ถูก แต่ได้ยินเสียงร้องของนกยูงและรู้ว่านกยูงอยู่ใกล้ที่พักท่านประธานจึงค่อยๆคลำทางกลับมาได้ตามเสียงนกร้องของยูง
ธนาคารต้นไม้สตึกไม่มีเงินฝาก แต่มีทรัพย์สินที่มั่นคงกว่าธนาคารใดๆในโลก และที่สำคัญคนไทยทุกคนมีสิทธิเป็นเจ้าของธนาคารต้นไม้ได้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ถ้าลงมือทำวันนี้ด้วยความเพียร ไม่ย่อท้อ จะมีโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีและมั่นคง
ไม่ต้องคิดว่าต้องรวย แต่จะพอมีพอกินเป็นอยู่อย่างสบาย ที่จริงแล้วผืนแผ่นดินไทยใหญ่พอที่จะให้คนไทยทุกคนทำกินมีชีวิตสบายตามสถานะ แต่ผืนแผ่นดินไทยไม่ใหญ่พอสำหรับคนที่โลภมากหรือเห็นแก่ตัว
thanong
11/12/2016

มินิซีรี่ส์ "วิถีพอเพียง" ตอนที่ 9

ความไม่รู้จักพอของนายทุน หรือผู้คนในยุคปัจจุบันเปรียบเหมือนกับองคุลิมาลที่ฆ่าคนตาย หรือทำบาปโดยไม่รู้จักพอ
ในสมัยพุทธกาล องคุลิมาลฆ่าคนแล้วติดเอานิ้วมาร้่อยเป็นพวง เหมือนกับพวงมายา นับได้แล้ว999นิ้ิว ขาดอีกเพียง1นิ้วจะครบ1,000พอดี จะได้เอาไปให้อาจารย์ของตัวเองตามเงื่อนไข หรือการยุยงให้ทำชั่วเพื่อแลกกับความรู้ศิลปศาสตร์ อันชื่อว่าวิษณุมนต์
กิติศัพท์ความโหดร้ายขององคุลิมาลดังกระฉ่อนไปทั่ว ถ้าหาคนฆ่าไม่ได้ องคุลิมาลอาจจะกระทำมาตุฆาต หรือฆ่ามารดาของตัวเองเพื่อตัดนิ้วให้ได้ครบ1,000 เพราะว่าต้องการได้วิชาวิษณุมนต์ที่แก่กล้ามีอิทธิฤทธิ์ในการทำลาย
อยู่มาวันหนึ่ง สมเด็จพระบรมศาสดาทรงเสด็จผ่านเส้นทางขององคุลิมาล พระองค์ท่านทรงตั้งพระทัยเสด็จมาโปรดท่านองคุลิมาลโดยเฉพาะ เพราะพระองค์ทรงแผ่ข่ายพระญาณในตอนเช้ามืดของทุกวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในพุทธกิจ ๕ ตรวจดูสัตว์โลกที่อยู่ในวิสัยที่จะทรงโปรด
และองคุลิมาลปรากฏขึ้นในข่ายพระญาณ และทรงทราบว่า ถ้าไม่ทรงโปรดในวันนี้ ท่านองคุลิมาลจะทำอนันตริยกรรม ฆ่ามารดาของท่านเอง เป็นการปิดกั้นมรรค ผล นิพพานทันที
องคุลิมาลโจรพอเห็นพระพุทธเจ้าก็ตรงเข้าไล่ทันที หมายจะพิฆาตฆ่าเพื่อเอานิ้วพระหัตถ์
แม้องคุลิมาลจะไล่เท่าไรก็ไม่ทันพระพุทธเจ้าที่สามารถย่อส่วนของกาละและเทศะได้ พระองค์ก้าวเท้าเดียว เท่ากับองคุลิมาลวิ่ง10-20ก้าว
เมื่อตามไม่ทัน องคุลิมาลจึงตระโกนถามพระพุทธเจ้่าว่าหยุดก่อน พระพุทธเจ้าตรัสตอบไปว่า เราหยุดแล้ว ส่วนท่านยังไม่หยุด
องคุลิมาลถึงกับชงักได้คิดถึงอกุศลกรรมที่ตัวเองได้ก่อกรรมทำเข็ญเอาไว้
เสร็จแล้วพระพทุธเจ้าแสดงธรรมสั่งสอนองคุลิมาล ทำให้เกิดองคุลิมาลเกิดความเลื่อมใส ยอมเปลื้องเครื่องศัสตราวุธ และมาลัยนิ้วออก เสร็จแล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบท
พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้อุปสมบท ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา แล้วทรงนำเข้าไปในพระเชตวันมหาวิหาร องคุลิมาลสามารถสำเร็จมรรคผลได้ในที่สุด
http://www.dhammathai.org/monk/monk54.php
คนเราที่ไม่รู้จักพอก็ไม่ต่างจากองคุลิมาลที่ไม่รู้จักหยุดการฆ่าคนทำบาป โดยหวังว่าเมื่อได้เวทย์มนต์มาแล้ว จะมีอิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก
การไม่รู้จักพอจะนำไปสู่การสร้างกิเลสทับถมหนาขึ้นไปเรื่อยๆ หวังรวยขึ้นไปเรื่อยๆกิเลสที่หนาขึ้นจะทำให้ดวงตาไม่เห็นธรรม หรือไม่พบกับความสุขที่แท้จริง
เมื่อถึงจุดหนึ่ง เราต้องรู้จักพอ การพอคือการละ เมื่อละได้แล้ว ความสุขหรือความสงบจะตามมา
แต่ถ้าไม่พอ ไม่ละจะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนควบคุมไม่อยู่ ไม่มีความสุข ไม่ดีกับตัวเองและผู้อื่น
วิถีพอเพียงคือ วิถีของการละ โดยใช้ใจที่เข้าใจ อันจะนำไปสู่ใจที่บริสุทธิ์สมบูรณ์
แม้แต่องคุลิมาลยังสามารถบรรลุธรรมขั้นสูงได้ ดังเราทุกคนก็สามารถมีดวงตาที่แลเห็นธรรมได้
thanong
11/12/2016
ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป และ ผู้คนกำลังยืน

มินิซีรี่ส์ "วิถีพอเพียง" ตอนที่ 8

วิถีของโลกในเวลานี้คือวิถีของทุนนิยม ทั้งทุนนิยมการผลิตและทุนนิยมการเงิน วิถีของทุนนิยมแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากวิถีพอเพียง
หลังช่วงกึ่งพุทธกาลเป็นต้นมา เมืองไทยรับเอาวิถีทุนนิยมเข้ามา จนอาจกล่าวได้ว่าวิถีทุนนิยมได้กลายเป็นวิถีไทยไปแล้ว
แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจะทรงพยายามปกป้องชุมชน หรือผู้ด้อยโอกาสด้วยการสอนให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตัวเองได้ผ่านหลักเศรษฐกิจพอเพียง แต่ในทางปฏิบัติ พระองค์สามารถทำได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะว่าทุนนิยมเหมือนพายุร้ายที่มาแรง ไม่มีใครต้านได้ต้องปล่อยให้มันหมดแรงไปก่อน
แต่ในทางทฤษฎี พระองค์ได้พัฒนาแนวเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด
วิถีทุนนิยมจะเน้นความเป็นเจ้าของของบุคคลหรือเอกชน คำว่าทุนนิยมชื่อก็บ่งบอกแล้วว่าเป็นระบบที่นิยมเงิน หรือระบบที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง
ความจริงแล้วในแง่เศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิค เงินเป็นเพียงหนึ่งในสามปัจจัยการผลิต ที่เหลือคือที่ดิน และแรงงาน
วิถีทุนนิยมดำเนินไปบนหลักการของความเป็นเจ้าของของเอกชนที่ลงทุนในกิจการ โดยมีการจ้างแรงงานเพื่อผลกำไรสูงสุด สินค้าหรือบริการที่ผลิตออกมามีการแลกเปลี่ยนมือกันอย่างเสรี มีระบบการตั้งราคาตามกลไกตลาด และตลาดมีการแข่งขันกันอย่างเสรี
ในวิถีทุนนิยม รัฐจะมีหรือควรที่จะมีบทบาทน้อยที่สุดในการแทรกแซงกลไกทางเศรษฐกิจ
วิถีทุนนิยมของกลุ่มแองโกลอเมริกันกลายเป็นโมเดลของระบบเศรษฐกิจโลก แม้ว่ามันจะพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า มีเพียงนายทุนเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากระบบนี้ ส่วนชนชั้นผู้ใช้แรงงาน หรือแม้กระทั่งชนชั้นกลางไม่ได้ประโยชน์ตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น
นายทุนแสวงหาผลกำไรสูงสุดในการลงทุน โดยอาจจะแบ่งผลกำไรให้ผู้บริหารบ้าง แต่พนักงานบริษัท หรือผู้ใช้แรงงานได้ผลตอบแทนน้อยมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่นายทุนได้
แม้ว่าวิถีของทุนนิยมต้องการให้รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องกับกลไกทางเศรษฐกิจน้อยที่สุด และจะไปไกลถึงขนาดมองว่ารัฐเป็นปรปักษ์ด้วยซ้ำ เพราะว่ารัฐคอยเก็บภาษีจากผลกำไรทางธุรกิจของนายทุน แต่ในความเป็นนายทุนกับนักการเมืองหรือรัฐ ไม่ต้องพูดถึงข้าราชการ หรือพนักงานของรัฐมีเอี่ยวกันในทางลับและในทางที่เปิดเผย ทำให้นายทุนได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐที่เอื้อนายทุนมาตลอด
วิถีทุนนิยมจึงเป็นวิถีของนายทุนใช้ประโยชน์จากกลไกรัฐเพื่อสร้างอำนาจการผูกขาด หรือการมีอำนาจเหนือตลาด และแสวงหาความร่ำรวยให้ตัวเอง โดยแบ่งปันผลประโยชน์ให้รัฐในรูปภาษี หรือให้แรงงานในสัดส่วนที่ไม่สมน้ำสมเนื้อ
ที่สำคัญ วิถีทุนนิยมเป็นวิถีที่เอาเงิน เอาตัวเลขเป็นตัวตั้ง ไร้ซึ่งน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์และสังคม
นายทุนสะสมความร่ำรวยโดยไม่รู้จักพอ
ยิ่งรวยมาก ยิ่งต้องการรวยเพิ่มมากขึ้น ยิ่งรวยเพิ่มมากขึ้น ยิ่งมีความเห็นแก่ตัว
นายทุนในวิถีทุนนิยมไม่มีใครเลยที่รู้จักคำว่าพอ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมจนมิอาจที่จะประมาณได้
การสะสมความร่ำรวยของนายทุนในวิถีทุนนิมที่ไม่รู้จักพอ ที่ไม่รู้จักแบ่งปันที่ไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ
ในขบวนการผลิตของทุนนิมจะเน้นการทำลายมากกว่าการปกป้องรักษา จะมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย และทำลายสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆกัน ทำให้ป่าไม้ แม่น้ำลำธาร คุณภาพของดิน อากาศถูกทำลาย
เมื่อธรรมชาติถูกทำลาย คนทุกคนก็อยู่ไม่ได้
วิถีทุนนิยมเอาเงินเป็นตัวล่อ เมื่อทุกคนแข่งกันไขว่คว้าหาเงิน โดยมีความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น จะมีเงินซื้อสิ่งของอำนวยความสะดวกที่ล่อใจมากมาย แต่ท้ายที่สุดมีเพียงนายทุนเท่านั้นที่จะชนะ
ชนชั้นกลาง หรือชนชั้นใช้แรงงานจะถูกทอดทิ้งในวิถีทุนนิยม เพราะว่าไม่ว่าจะหาเงินได้เท่าไหร่ จะไม่มีวันพอกับการใช้จ่าย โดนเงินเฟ้อกินหมด เมื่อไม่พอใช้ต้องสร้างหนี้สิน ท้ายที่สุดทุกคนเป็นทาสหนี้กันหมด
เนื่องจากวิถีทุนนิยม มาพร้อมกับวิถีทุนนิยมการเงินที่มีเครดิต และการสร้างเงินเป็นตัวนำ การเพิ่มเครดิต และการเพิ่มปริมาณเงินของธนาคารกลางทำให้เกิดเงินเฟ้อ ที่กัดกร่อนความร่ำรวยของทุกคน
รายได้ของชนชั้นกลาง หรือชนชั้นแรงงานจะไม่มีวันตามทันเงินเฟ้อ และรับมือกับวงจรขาลงของภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ
ให้ดูชนชั้นกลางของสหรัฐและยุโรปในเวลานี้เป็นตัวอย่าง ความอิ่มตัวของระบบทุนนิยมที่สร้างหนี้สินจนล้นพ้นทำให้อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไปต่อไม่ได้ เกิดภาวะการตกงานไปทั่ว รายได้ของคนชั้นล่างและชนชั้นแรงงานไม่พอจ่ายหนี้ บวกกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
ทำให้เกิดวิกฤติทางการเมือง ลัทธิชาตินิยมสุดโต่ง ลัทธิกีดกันการค้า และการหาแพะเพื่อเบี่ยงประเด็นของการล้มเหลวของระบบ
วิถีทุนนิยมที่เป็นโมเดลของเศรษฐกิจโลกกำลังเจอวิกฤติที่ดูแล้วหาทางออกไม่ได้

thanong
11/12/201


ไม่มีข้อความกำกับภาพอัตโนมัติ

มินิซีรี่ส์ "วิถีพอเพียง" ตอนที่ 7

เศรษฐกิจพอเพียงเริ่มต้นจากที่ไหน? เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้เริ่มต้นจากเงินกองทุนหมู่บ้านที่แจกให้ชาวบ้านหมู่บ้านละ100,000บาท หรือ1ล้านบาทแล้วอ้างบุญคุณที่ไม่มีวันจบสิ้น ทั้งๆที่เป็นเงินมาจากภาษีของประชาชน
เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้เริ่มต้นจากหน่วยงานคลังสมองของรัฐ หรือนโยบายของรัฐที่เขียนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติโดยไม่เอาหน่วยที่เล็กที่สุดของชุมชนเป็นที่ตั้ง
เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้เริ่มต้นจากเอกชนเอาเงินไปลงทุนในชุมชนหรือเอาเมล็ดพันธุ์ไปแจก หรือเอาไก่ไปให้เลี้ยงเพื่อให้ชุมชนติดอยู่ในกับดักของระบบ
เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้เริ่มต้นจากเอ็นจีโอเอาโครงการสวยหรูมาใช้ชาวบ้านทำเพื่อว่าเขาจะได้ตั้งงบเบิกเงินจากองค์กรที่หน้าฉากเป็นนักบุญแต่หลังฉากอาจจะเป็นซาตานก็ได้
แต่เศรษฐกิจพอเพียงเริ่มต้นจากตัวเรา
เงินร้อยล้านหรือเงินพันล้านเกิดจากการสะสมความมั่งคั้ง แต่ต้องเริ่มต้นที่เงินหนึ่งบาทก่อน
ลำธารที่รวมกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์และสัตว์เกิดจากมวลน้ำมากรวมกัน แต่ต้องเริ่มต้นที่น้ำหยดเดียวก่อน
เส้นที่ลากยาวเกิดจากจุดเล็กๆที่มาเรียงกัน แต่ต้องเริ่มที่จุดแรกก่อน
เมื่อเราเริ่มนับหนึ่ง หรือเมื่อเราเริ่มย่างเท้าก้าวแรกออกไปเพื่อที่จะลงมือปฏิบัติเพื่อบรรลุจุดประสงค์ของการพึ่งพาตัวเองให้ได้ นั้นแหละคือจุดกำเนิดของเศรษฐกิจพอเพียง
เราไม่ต้องรอฤกษ์รอยาม ไม่ต้องรอรัฐบาล ไม่ต้องรอหน่วยงานราชการ ไม่ต้องรอบริษัทเอกชนหรือห้างร้าน ไม่ต้องรอองค์การต่างๆ ไม่ต้องรอเพื่อนฝูง หรือญาติพี่น้อง เพราะว่าทุกคนจะมีข้อแม้หรือข้ออ้างต่างๆนาๆ แถมย้อนคำถามกลับมาว่า "จะดีหรือ" "จะคุ้มหรือ" "จะเอาเงินมาจากไหน" "ไม่มีเงินจะทำอย่างไร" "จะเหนื่อยเปล่าหรือเปล่า" "จะสู้เขาได้หรือ" ฯลฯ
พอตั้งคำถามก็ติดกับดักของความคิด เพราะว่าความคิดก็คือความคิด ต้องลงมือปฏิบัติเลย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงทำเป็นตัวอย่างให้พวกเราเห็นแล้วว่า เศรษฐกิจพอเพียงเริ่มต้นจากตัวเรา ที่ก้าวออกจากความคิดสู่การปฏิบัติ
ในช่วงต้นรัชกาล พระองค์ทรงก้าวพระบาทออกไปอย่างโดดเดี่ยวเพื่อทรงงานพัฒนาเพื่อยกระดับการเป็นอยู่ของชาวบ้าน โดยเน้นให้ชาวบ้านสามารถดูแลช่วยเหลือตัวเอง หรือพึ่งพาตัวเองได้บนผืนแผ่นดิน หรือทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่
ที่ดินทำดินและทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่แล้วอย่างอุดมสมบูรณ์เป็นทุน (capital)ประเดิมอยู่แล้ว เพียงรู้วิธีการต่อยอด จะมีพอกินพอใช้กันทุกคน
เศรษฐกิจพอเพียงคืออัตตา หิ อัตตโน นาโถ หรือตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
คนส่วนมากโดยเฉพาะฝรั่งไม่เข้าใจว่าพระองค์กำลังทำอะไร แต่พระองค์มีพระทัยที่แน่วแน่ที่จะช่วยเหลือชาวบ้านในแนวเศรษฐกิจพอเพียง เพราะว่ามันเป็นหน้าที่ของกษัตริย์ที่จะต้องปัดเป่าทุกข์บำรุงสุขให้ประชาราษฎร์
เมื่อประชาราษฎร์สามารถพึ่งพาตัวเองได้ หรืออยู่เย็นเป็นสุข ประเทศชาติก็มั่นคง
เมื่อประมาณ40ปีมาแล้ว ฝรั่งนักข่าวที่ติดตามเสด็จถามพระองค์ว่าจะมีวิธีการจัดการกับปัญหาภัยคอมมิวนิสต์อย่างไร พระองค์ทรงตอบว่าพระองค์ไม่ได้ต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ แต่พระองค์กำลังต่อสู้กับความยากจน เมื่อประชาชนมีการกินดีอยู่ดี จะไม่มีปัญหาคอมมิวนิสต์หรือปัญหาอื่นๆ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอุลยเดชเป็นกษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถ แต่พระปรีชาสามารถไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เกิดจากการที่พระองค์ทรงลงมือปฏิบัติเรียนรู้งานด้วยพระองค์เอง
พระองค์อยากจะเรียนรู้การเกษตร หรือฟาร์มสัตว์ฟาร์มนม พระองค์ก็ทรงให้มีไร่เกษตรทดลอง หรือฟาร์มสัตว์ฟาร์มทดลองในสวนจิตรลดา เสร็จแล้วก็เอาความรู้ที่ได้จากการทดลองนี้ไปบอกต่อให้ชาวบ้านทำ หรือให้หน่วยงานราชการ รวมทั้งองค์กรเอกชนเอาความรู้ไปสอนชาวบ้านอีกทอดหนึ่ง
ชาวบ้านขาดน้ำ พระองค์ทรงลงมือศึกษาเรื่องการทำฝาย ทำเขื่อน ทำฝนหลวง ทำให้เกิดโครงการน้ำนับพันๆแห่งทั่วประเทศ
ชาวบ้านต้องการอาชีพเสริม พระองค์แนะนำให้เลี้ยงปลา เพาะพันธุ์ปลา ปลูกพืชเศรษฐกิจ นอกจากจะกินเองได้ ยังเอาปลามาขายเป็นรายได้เพิ่ม
หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์คือ คนเราไม่ได้เก่งทุกอย่าง แต่คนเราสามารถเรียนรู้ทุกอย่างได้ ถ้าสนใจจริงๆ
แต่การเรียนรู้ที่แท้จริงมาจากการลงมือปฏิบัติ ไม่ได้มาจากการศึกษาหรือท่องจำตำราแต่เพียงอย่างเดียว
เมื่อลงมือปฏิบัติ เราถึงจะเข้าใจในสิ่งที่ทำ
เมื่อเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว เราถึงจะเข้าถึงในความรู้นั้นจริงๆ
เมื่อเราเข้าใจ และเข้าถึงแล้ว เราถึงจะสามารถเอาความรู้นั้นไปพัฒนาตัวเอง หรือผู้อื่นได้
ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอุลยเดชจึงทรงพระปรีชาสามารถรอบรู้เกือบจะเรื่อง เพราะว่าทรงลงมือปฏิบัติเอง เรียนรู้ด้วยพระองค์เองจากความผิดพลาด แล้วแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ
พระองค์ไม่ได้รออ่านรายงานที่คนอื่นทำมาเสนออีกที
เศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์เกิดจากการที่พระองค์ทรงปฏิบัติ หรือทรงงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยด้วยจิตที่บริสุทธิ์สมบูรณ์ เพราะว่าได้ทรงตั้งปณิธานแล้วว่า เราจะปกครองแผ่นดินด้วยธรรม เพื่อประโยชน์แห่งมหาชนชาวสยาม
คำถามถือ พวกเรามีใครเริ่มต้นนับหนึ่งหรือยัง

thanong
11/12/2016


ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป, ผู้คนกำลังยืน, เมฆ, ภูเขา, ท้องฟ้า, สถานที่กลางแจ้ง และ ธรรมชาติ

มินิซีรี่ส์ "วิถีพอเพียง" ตอนที่ 6

เศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอยู่ในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์และสังคมนิยม แต่ไม่เหมือนเลยทีเดียว เพราะว่าเป็นแบบอย่างเฉพาะของตัวเอง
พอเพียงเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ที่เดินสายกลาง ที่ไม่เน้นความเป็นเจ้าของส่วนบุคคล แต่เน้นความเป็นเจ้าของร่วมของชุมคน ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าหากไม่มีความสามัคคี หรือความร่วมมือร่วมกันอย่างแท้จริง
ถ้าชุมชนอยู่รอด ครอบครัวหรือบุคคลถึงจะอยู่รอด
เมื่อทุกชุมชนเข้มแข็ง ตำบลก็เข็มแข็ง เมื่อทุกตำบลเข้มแข็ง จังหวัดก็เข้มแข็ง เมื่อทุกจังหวัดเข้มแข็ง ประเทศชาติก็เข้มแข็ง ความมั่นคงของประเทศและความผาสุกของประชาราษฎร์ก็เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย
ในหลักพอเพียง การผลิตเป็นไปเพื่อการยังชีพ ไม่ผลิตน้อยจนเกินไป และไม่ผลิตมากจนเกินไป ผลิตตามหลักวิชาการ ไม่โลภด้วยการเพิ่มผลผลิตด้วยการเอาปุ๋ยยาพิษมาลงดิน การผลิตส่วนเกินเอาขายเพื่อเก็บเป็นเงินออม มีการรักษาและฟื้นฟูธรรมชาติและประหยัดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้มากที่สุด
จะเห็นได้ว่าเมื่อมีความพอเพียงในชุมชนแล้ว อำนาจของตลาดภายนอกจะเข้าไปย่างกรายไม่ได้ เพราะว่าพอใจขายก็ขาย ไม่พอใจขายก็ไม่ขาย พ่อค้าคนกลางที่มีเงินแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าไม่มีของให้ซื้อ
พ่อค้าคนกลางไม่ได้เป็นผู้กำหนดกลไกตลาด ชุมชนต่างหากที่เป็นผู้กำหนด กลไกตลาด ไม่เหมือนอย่างกลไกตลาดในปัจจุบัน หรือในโลกที่เอื้อนายทุนกระเป๋าหนา
เงินไม่ได้เป็นปัจจัยชี้นำ เพราะว่าถ้าพอมีพอกินแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เงินก็ได้ ถ้าปฏิบัติอย่างนี้ได้ เงินทองจะไหลมาเทมาเอง อาจจะมาช้า แต่เมื่อมาแล้วจะเพิ่มทวีคูณทำให้ทุกคนมั่งมีได้
ถ้าใช้เงินเป็นปัจจัยชี้นำ จะไม่มีวันมีเงินพอ จะโดนตีกิน เอารัดเอาเปรียบไปเรื่อยๆ
เมื่อเงินไม่ได้เป็นปัจจัยชี้นำ ชุมชนอยู่ได้ด้วยวินัยและการช่วยเหลือกัน สามารถจากการตัดขาดจากระบบตลาดที่พ่อค้าคนกลางสร้างขึ้นมาได้ ในที่สุดพ่อค้าคนกลางต้องยอม ยอมจ่ายราคาเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญเพื่อซื้อสินค้าที่ชุมชนผลิตขึ้นมาที่มีปริมาณไม่มาก ไม่ล้นตลาด แต่มีคุณภาพดี เพราะว่าผลิตด้วยใจที่บริสุทธิ์ ทำให้สินค้ามีคุณค่าทางจิตใจไปด้วย
เมื่อทุกชุมชนทำอย่างนี้ คือผลิตอย่างพอเพียง แล้วบาร์เตอร์กัน หรือให้เครดิตกัน เอาของไปก่อน มีเงินค่อยจ่าย หรือจ่ายเป็นสินค้าที่มีราคาเทียบเท่ากันก็ได้ ให้มีการซัพไพลสินค้าระหว่างกันเองโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง คุณเอาผักมา เอาปลาไป
จากชุมชนที่ค้ากันเอง2-3ชุมชน จะค่อยๆขยายตัวเป็นการค้าขายระหว่างกันเอง20-30ชุมชน จนไปถึงหลายแสนหรือนับล้านชุมชนทั่วประเทศ
สิ่งที่จะตามมาคือจากเศรษฐกิจจุลภาคจะกลายเป็นเศรษฐกิจชุมชนพอเพียงมหภาคที่มาจากรากฐานของชุมชนที่เริ่มจากหน่วยเล็กที่สุดที่พึ่งพาตัวเองได้อย่างแท้จริง และไม่ได้มาจากนายทุนหรือนายธนาคาร
ร้านขายของ หรือห้างสะดวกซื้อเป็นของคนในชุมชนที่ได้สินค้าซับไพลโดยตรงจากการผลิตระบบพอเพียงของชุมชุมจากหลายๆแห่งมารวมกันเป็นเครือข่ายพอเพียงที่มีอุดมการณ์ที่แน่วแน่เหมือนกันว่าจะไม่ยอมก้มหัวให้นายทุน ผลก็คือประชาชนหรือผู้บริโภคทั่วไปจะได้ถูกมีคุณภาพ
ไม่เห็นจำเป็นต้องมีห้างสะดวกซื้อของนายทุนใหญ่ที่ต้องการกินรวบแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อได้เงินมา ชาวบ้าน หรือคนในชุมชนยังคงใช้ชีวิตตามวิถีของจารีตประเพณี ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีข้าวของเครื่องใช้ตามความจำเป็น ไม่ต้องหรูมาก แต่ก็มีศาสนาพุทธเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
การเรียนรู้ของบุตรหลานไม่จำเป็นต้องเรียนแพงๆ หรือจบมหาวิทยาลัยแต่ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ต้องเรียนรู้วิชาการที่ช่วยพัฒนาชุมชนที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอน เรียนรู้การผลิตเครื่องจักรการเกษตร การแพทย์ไทย การทำยาสมุนไพร การสร้างบ้าน การทำการเกษตร การดูแลป่าไม้ลำธาร การเลี้ยงการเพาะพันธุ์ปลา การเลี้ยงสัตว์ การช่างต่างๆ ฯลฯ
ไม่เห็นจำเป็นต้องจบปริญญาตรีที่ไร้สาระ เสียเงินหลายแสน แต่หางานทำไม่ได้ ไม่คุ้มกับพ่อแม่ที่ต้องขายนาขายที่มาส่งเสียเรียน
นอกจากจะขายการผลิตส่วนเกินแล้วยังมีการทำบุญหรือแบ่งปันให้กับคนไม่มี เพราะว่าเศรษฐศาสตร์พอเพียงคือเศรษฐศาสตร์ของการให้
ผู้ที่พอแล้ว แล้วให้เป็นเศรษฐีที่แท้จริง ส่วนผู้ที่มีมากแต่ไม่เคยพอและไม่เคยให้ก็ไม่ได้เป็นคนที่มีคุณค่าอะไร ตายแล้วตายเลย ไม่ได้อยู่ในใจของคนรุ่นหลัง
เศรษฐศาสตร์พอเพียงไม่เหมือนคอมมิวนิสต์ หรือสังคมนิยมที่เน้นความเป็นเจ้าของของรัฐ และประชาชนเปรียบเหมือนหุ่นยนต์ที่มีหน้าที่สนองต่อความต้องการของรัฐ เพราะว่ารัฐเท่านั้นเป็นใหญ่ รัฐอยู่ไม่ได้ประเทศอยู่ไม่ได้
ไม่มีเรื่องของใจ
เศรษฐศาสตร์พอเพียงอยู่คนละขั้วกับเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมที่เน้นทุน และการมีอำนาจเหนือตลาดผ่านการผูกขาด โดยกดขี่แรงงานที่เปรียบเหมือนหุ่นยนต์เหมือนกัน
ไม่มีเรื่องของใจเหมือนกัน ไร้น้ำใจด้วยซ้ำ
แต่เศรษฐศาสตร์พอเพียงเป็นเรื่องของใจ ทุกคนเท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน เพราะว่าทุกคนมีหน้าที่ของตัวเองที่จะทำ ไม่มีนายทุน หรือพ่อค้ามาบงการ ไม่มีการกดขี่ข่มเหงกัน
ทุกคนทำงานด้วยใจเพื่อส่วนรวมของชุมชน เพื่อส่วนรวมของตำบล เพื่อส่วนรวมของจังหวัดและเพื่อส่วนร่วมของประเทศชาติ
เมื่อทุกคนทำงานด้วยใจโดยใช้หลักพอเพียงแล้ว ถึงตอนนั้นถึงจะพูดได้อย่างเต็มปากว่า "ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป"

thanong
9/12/2016


ในภาพอาจจะมี 1 คน, ต้นพืช, สถานที่กลางแจ้ง และ ธรรมชาติ

มินิซีรี่ส์ "วิถีพอเพียง" ตอนที่ 5

มีคนเขียนอธิบายหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ผ่านวัวสองตัวได้อย่างง่ายๆและตลกดังนี้
1. คอมมิวนิสต์ (Communism)
คุณมีวัวสองตัว รัฐบาลเอาไปทั้งสองตัว แจกนมให้คุณพอกิน
2. สังคมนิยม (Socialism).
คุณมีวัวสองตัว ยกให้เพื่อนบ้านหนึ่งตัว
3. ฟาสซิสต์ (Fascism)
คุณมีวัวสองตัว รัฐยึดไปทั้งสองตัว และขายนมวัวให้คุณ
4. ระบบอำมาตย์ (Bureaucratism)
คุณมีวัวสองตัว รัฐยึดไปทั้งสองตัว ฆ่าตัวหนึ่งตาย รีดนมจากอีกตัวแล้วเทนมทิ้ง
5. ทุนนิยมแบบดั้งเดิม (traditional capitalism)
คุณมีวัวสองตัว ขายตัวหนึ่งออกไปแล้วเอาเงินมาซื้อควาย ฝูงสัตว์เติบโต เศรษฐกิจรุ่งเรือง คุณขายกิจการทิ้ง แล้วปลดเกษียณอย่างสบาย
6. ทุนนิยมแบบวานิชธนกิจ (Venture Capitalism)
คุณมีวัวสองตัว คุณขายวัวสามตัวให้บริษัทจดทะเบียนของคุณเอง โดยมีหนังสือค้ำประกันจากแบงค์ที่พี่เขยของคุณช่วยดูแล คุณทำสว๊อปหนี้ต่อทุน (debt to equity swap) โดยมีเงื่อนไขว่าคุณจะได้รับวัว4ตัวคืนมา และจะได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับวัว5ตัว สิทธิในนมของวัว6ตัวจะถูกส่งผ่านไปยังบริษัทกระดาษตั้งอยู่ในเกาะเคย์แมน โดยผู้ถือหุ้นลึกลับมีสัญญาจะหายวัวทั้ง7ตัวกลับไปยังบริษัทจดทะเบียนของคุณ ในรายงานประจำปี บริษัทของคุณมีทรัพย์สินวัว8ตัว และมีอ๊อปชั่นที่จะได้วัวอีกหนึ่งตัวเพิ่มเข้ามา
7. บริษัทอิตาลี (Italian Corporation)
คุณมีวัวสองตัว คุณไม่รู้ว่าวัวอยู่ไหน คุณตัดสินใจไปกินอาหารเที่ยงแทน
8. บริษัทฝรั่งเศส (French Corporation)
คุณมีวัวสองตัว คุณจัดให้มีการประท้วง จุดปะทุความวุ่นวาย ปิดถนน เพราะว่าคุณอยากได้วัว3ตัว
9. บริษัทอเมริกัน (American Corporation
คุณมีวัวสองตัว คุณบังคับให้คนทำงานรีดนมเหมือนกับมีวัว4ตัว คุณจ้างที่ปรึกษาเพื่อหาสาเหตุว่าทำไมวัวตาย
10. บริษัทสวิส (Swiss Corporation) 
คุณมีวัว5,000ตัว คุณไม่ได้เป็นเจ้าของวัวซักตัว คุณชาร์จค่าดูแลวัว
11. บริษัทไอริช (Irish Corporation)
คุณมีวัวสองตัว อีกตัวกลายเป็นม้า
12. บริษัทออสเตรเลี่ยน (Australian Corporation)
คุณมีวัวสองตัว ธุรกิจดูดี คุณปิดออฟฟิส แล้วไปกินเบียร์เพื่อฉลองความสำเร็จ
13. บริษัทจีน(Chinese Corporation)
คุณมีวัวสองตัว คุณให้300คนทำงานรีดนมวัว คุณบอกว่าไม่มีคนตกงาน และเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพในการผลิตสูง คุณจับสื่อที่รายงานความจริง
14. บริษัทอินเดีย (Indian Corporation)
คุณมีวัวสองตัว คุณบูชาวัว
15. บริษัทอิรัก (Iraqi Corporation)
ทุกคนคิดว่าคุณมีวัวจำนวนมาก คุณบอกทุกคนว่าคุณไม่มีวัว แต่ไม่มีใครเชื่อคุณ เขาเลยบอมบ์ประเทศคุณจนพังราบเพื่อหาวัว ท้ายที่สุดคุณไม่มีวัวให้เขาอยู่ดี แต่อย่างน้อยคุณมีประชาธิปไตย
16. บริษัทอังกฤษ (British Corporation)
คุณมีวัวสองตัว เป็นวัวบ้าทั้งคู่
17. บริษัทกรีก (Greek Corporation)
คุณมีวัวสองตัว กู้ยืมมาจากแบงค์ฝรั่งเศส และแบงค์เยอรมัน คุณกินมันทั้งคู่ แบงค์ทวงนม คุณไม่มีนมให้ คุณเรียกไอเอ็มเอฟมาช่วย ไอเอ็มเอฟให้กู้วัวอีกสองตัว คุณกินหมดทั้งสองตัว แบงค์ฝรั่งเศส&เยอรมันและไอเอ็มเอฟมาทวงวัว คุณขอตัดผม (haircut)
http://atchuup.com/economics-of-different-countries-using-…/
ยังดีที่เขาไม่มีข้อ 18. บริษัทไทย (Thai Corporation) ที่ผมขอเติมเองก็แล้วกัน
คุณมีวัวสองตัว คุณเอาไปเข้าโครงการรับจำนำวัวเน่าของรัฐบาล อีกตัวหนึ่งคุณล้มเพื่อเอามาต้มกิน เสร็จแล้วคุณแบมือขอวัวจากรัฐบาลอีก4ตัว รัฐบาลแจกวัว4ตัวให้ แต่ลงบัญชี8ตัว และมีข้อแม้ว่าคุณต้องกาคะแนนให้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
นั้นคือวิถีของความโลภและความอ่อนแอในปัจจุบัน
thanong
9/12/2016