ธนาคารต้นไม้สตึก ธนาคารเพื่อชีวิต ธนาคารเพื่อความพอเพียง
วันนี้เรามาทำความรู้จักกับธนาคารต้นไม้สตึก (Satuk Forest Bank)กันดีกว่า ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ เจ้าของและผู้บุกเบิกสวนป่าที่บ้านปากช่อง ตำบลสนามชัย อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์เป็นประธาน (chairman) ของธนาคารต้นไม้สตึก มีพนักงานนกยูง พนักงานนกฮูก พนักงานหมาลาย พนักงานแมว พนักงานวัว พนักงานจิ้งหรีดเรไร และมีคุณตฤนเป็นกรรมการผู้จัดการที่เก่งเรื่องไอที คอยเป็นคอนดั๊กเตอร์ให้ธนาคารต้นไม้ดำเนินไปได้ตามจังหวะลีลาของป่า
แหม! น่ารักทุกชีวิตที่ธนาคารต้นไม้สตึก เพราะว่าบริการทุกระดับประทับใจและยิ้มแย้มเฮฮาตลอดเวลา ไม่รู้จักว่าความเครียดคืออะไร
ทุกชีวิตที่ร่วมกันทำงานกับธนาคารต้นไม้ไม่เคยเรียกร้องแรงงานขั้นต่ำ300บาทต่อวัน หรือขอโบนัสประจำปี เพราะว่าอยู่กันตามธรรมชาติที่สบายดีอยู่แล้ว และทำงานให้ธนาคารต้นไม้สตึกด้วยใจ
ท่านประธานไม่เคยเอาระบบเคพีไอไปวัดว่าทำงานคุ้มกับข้าวสุกหรือไม่ ใครมีแรงมากในการปลูกต้นไม้ ดูแลต้นไม้ก็ทำมาก ใครมีแรงน้อยก็ทำน้อยหน่อย
ผิดกับพนักงานงานของธนาคารพานิชย์ที่รับเงินฝากหรือปล่อยกู้ทั่วๆไปที่เจ้านายจ้องอยู่ตลอดเวลาว่า ทำงานคุ้มกับเงินเดือนหรือไม่ อยู่ไปเหมือนเป็นหุ่นยนต์ขึ้นทุกวัน เห็นงานเป็นจ๊อบ (job) หรือเป็นภาระเหมือนกับคนเมืองทั่วๆไป ที่เป็นทาสของนาฬิกาตั้งแต่8 โมงเช้าถึง5โมงเย็น
แต่พนักงานธนาคารต้นไม้สตึกถือว่าการทำงานเป็นหน้าที่ เป็นส่วนหนึ่งของลีลาของชีวิต ไม่รีบร้อน แต่ก็ไม่เฉื่อยแฉะ เพราะมีเป้าหมายใหญ่ที่จะจรรโลงโลก คือคืนธรรมชาติและชีวิตให้กับโลกโดยไม่ได้มีเรื่องของกำไร/ขาดทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ต่างจากกิจการทุกอย่างในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่สร้างเทคโนโลยี่และวิถีสมัยใหม่พร้อมกับทำลายโลกไปพร้อมๆกัน
และที่สำคัญที่สุดพนักงานธนาคารต้นไม้สตึกเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ไม่ฝืนธรรมชาติ และไม่บังอาจท้าทายหรือหักกฎธรรมชาติ
ท่านประธานสุทธินันท์จัดว่าเป็นนายแบงค์ที่เป็นผู้ใหญ่ใจดี เพราะว่าไม่เคยคิดคำว่ากำไรหรือขาดทุน รายได้มีเข้ามาก็ใช้ ไม่มีก็ไม่ใช้ อีกประการหนึ่ง ไม่รู้จะเอาเงินไปซื้ออะไร ไม่ได้เดินตามแผนธุรกิจ (business plan) ไม่เคยดุด่าพนักงานเหมือนธนาคารอื่นๆที่เวลากำไรหรือการขยายธุรกิจผิดไปจากเป้า
ธนาคารต้นไม้สตึกนี้ดำเนินการมาเกือบกึ่งศตวรรษแล้วโดยไม่ได้ขออนุญาตตั้งกิจการจากกระทรวงพานิชย์ให้วุ่นวาย หรือว่ามีใบไลเซ่นซ์จากธนาคารแห่งประเทศไทย แต่กิจการมั่นคงกว่าธนาคารของรัฐและของเอกชนอย่างเทียบกันไม่ได้
ธนาคารต้นไม้สตึกมีทรัพย์สิน (assets)เป็นต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้พยูน ไม้มะค่า ไม้ยูคาลิปตัส ไม้ยางนา ฯลฯ รวมทั้งพืชผักผลไม้ต่างๆที่กินได้ ไม่ว่าจะเป็นมะละกอ มะกอก มะเขือ มะเดื่อ สุดที่จะบรรยาย
ที่สำคัญที่สุดธนาคารต้นไม้สตึกมีแต่ทรัย์สิน (assets) แต่ไม่มีหนี้สิน (liabilities) ผิดกับธนาคารทั่วไปที่มีทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน ความจริงทรัพย์สินของธนาคารแท้ที่จริงแล้วคือหนี้ของคนอื่นนั้นเอง มันเลยโยงใยกันไปมาจนมั่วไปหมด ถ้าลูกหนี้เบี้ยวก็เจ้ง หรือถ้าเกิดวิกฤติการเงินขึ้นมา มีการแห่ถอนเงิน แบงค์จะล้มเหมือนโดมิโน ทุนประเดิม(capital)โดนกินหมด เหมือนตอนต้มยำกุ้งปี2540ที่ประเทศไทยล้มละลายล่มจมกันถ้วนหน้า
จะหาธนาคารอะไรในโลกนี้มั่นคงเท่าธนาคารต้นไม้สตึกไม่มีแล้ว เพราะว่ามีแต่ทรัพย์สิน ไม่มีหนี้เลยแม้แต่บาทเดียว
ทรัพย์สินของธนาคารต้นไม้สตึกมีแต่จะงอกเงยโดยที่ครูบาสุทธินันท์ ภรรยาและแม่บ้านช่วยกันฝากต้นไม้ในธนาคารต้นไม้สตึกที่มีพื้นที่กว่า500ไร่อย่างต่อเนื่อง เวลาต้นไม้โตขึ้น ราคาจะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
ในขณะที่ธนาคารพานิชย์อื่นๆ คนเอาเงินไปฝากได้ดอกเบี้ยจากธนาคาร แล้วธนาคารก็เอาเงินที่ประชาชนฝากไปปล่อยกู้ต่อกินส่วนต่างดอกเบี้ย ขูดรีดกันไปตามระบบทุนนิยมการเงิน
แต่ที่ธนาคารต้นไม้สตึกการปลูกต้นไม้คือการฝากเงินรูปแบบหนึ่ง แต่เป็นทรัพย์สินจับต้องได้ เงินโดยทั่วไปคือกระดาษเปล่าๆที่เราให้ค่ามันเอง ทั้งๆที่มันไม่ได้มีค่าอะไรในตัว
เวลาแบงค์เอาเงินฝากเราไปเก็บก็เก็บอยู่ในรูปดิจิตัล ยิ่งจะไม่มีตัวตนใหญ่ เป็นเงินไซเบอร์ คอมพิวเตอร์ไวรัสลงมาทีหนึ่ง ไม่รู้ว่าเงินเราจะหายไปหมดหรือเปล่า? คิดแล้วเสียวไส้นอนไม่หลับ
แต่เงินฝากในธนาคารต้นไม้สตึกเป็นต้นไม้ที่จับต้องได้ ให้ความร่มเย็น ให้อ๊อกซิเจน ให้ประโยชน์ใช้สอยคุณค่าอนันต์ เพราะว่าป่าไม้คือชีวิต ถ้าไม่มีป่าก็ไม่มีสิ่งมีชีวิต และต้นไม้สามารถแปลงเป็นเงินกระดาษหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเช่นรถยนต์กระบะ อีแป๊ด หรือไอโฟนได้ตลอดเวลา ด้วยการตัดต้นไม้ไปขายเวลามันโตได้ที่
ต้นไม้ที่เป็นเงินฝาก หรือทรัพย์สินของธนาคารต้นไม้โตขึ้นทุกวันเหมือนกับคนที่มีรายได้เพิ่มจากดอกเบี้ยเงินฝาก ปกติดอกเบี้ยของเงินฝากธนาคารที่ระดับ7%จะทบต้นทุก10ปี แต่ทุกวันนี้ดอกเบี้ยเงินฝากเกือบจะเป็น0% เจอเงินเฟ้อ8-9%ทุกปีๆ (ไม่ใช่เงินเฟ้อ2-3%เหมือนอย่างที่ทางการโฆษณาชวนเชื่อ) ท้ายที่สุดแล้วเก็บเงินฝากธนาคารมีแต่จะจนลง
ค่าของเงินเสื่อมลงไปเรื่อยๆจากเงินเฟ้อที่มองไม่เห็น เพราะว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีการเพิ่มปริมาณเงินเข้าระบบทุกปี และแบงค์มีการสร้างเงินเพิ่มผ่านกลไกแบงค์กิ้งสมัยใหม่ที่ให้อำนาจแบงคฺ์ปล่อยกู้มากกว่าฐานเงินฝากที่ตัวเองมีอยู่ (fractional reserve system)
ความร่ำรวยจึงตกอยู่ในมือผู้ถือหุ้นธนาคาร แต่ประชาชนโดยทั่วไปมีแต่จะจนลง ทำงานใช้หนี้ดอกเบี้ยยิ่งกว่าทาส ยิ่งทางรัฐบาลไทยยกธนาคารให้ต่างชาติ เพราะเห็นว่าเขาเก่ง เขาแน่ ยิ่งเป็นการให้ต่างชาติมาทำนาบนหลังคนไทย
พูดไปแล้วก็ห่อเหี่ยวใจเปล่าๆ
ธนาคารต้นไม้สตึกของครูบาสุทธินันท์ให้ดอกเบี้ยทบต้นทุกๆ3ปี หรือ5ปีตามอัตราการเจริญเติบโตของต้นไม้ ดูๆแล้วให้ผลตอบแทนดีกว่าเล่นหุ้น หรือฝากธนาคารโดยทั่วไปแม้ในยุคสมัยราชาเงินทุนที่ให้ดอกเบี้ยให้กันสูงๆ และไม่ต้องกลัวคนอื่นโกง ยิ่งฝากต้นไม้นานในธนาคารต้นไม้ยิ่งจะรวยมากขึ้นเท่านั้น
ปริมาณต้นไม้ยิ่งมีมากยิ่งมีทรัพย์สินมาก และยิ่งจะมั่นคง ในพื้นที่500กว่าไร่ของธนาคารต้นไม้สตึกน่าจะมีต้นไม้หลายแสนต้น หรืออาจจะเป็นล้านต้นไปแล้ว ไม่แน่ใจเพราะว่าท่านประธานครูบาสุทธินันท์ไม่เคยทำโอดิท (audit)
สงสัยท่านกรรมการผู้จัดการตฤนอาจจะต้องเอาอีแป๊ดไปถ่ายรูปเพื่อช่วยในการนับคำนวนจำนวนต้นไม้ หรืออาจจะดูจากกูเกิ้ลเอิร์ทก็ได้ เพื่อช่วยการบริหารธนาคารต้นไม้สตึกให้ทันสมัยกับเขาบ้าง
คิดเอาง่ายๆ ต้นไม้หนึ่งต้นขายได้30,000บาท ถ้าหาก1ล้านต้นจะมีมูลค่าเท่าใด ลองคิดดูพ่อแม่พี่น้อง ธนาคารต้นไม้สตึกมีทรัพย์สินเหยียบ30,000ล้านบาทไปแล้วไม่ใช่หรือ?
แต่กว่าจะได้1ล้านต้น หรือมาถึงวันนี้ ต้องใช้เวลา ต้องลำบาก ต้องต่อสู้และมีความอดทน หรือความเพียรสูง ปลูกต้นไม้แบบลองผิดลองถูกบนพื้นที่ๆแห้งแล้ง พื้นดินรองรับน้ำผนไม่ได้ เวลาฝนตกที น้ำไหลหายไปหมด ต้องขุดบาดาลใช้ แต่ทำงานปลูกป่าไปทุกวันด้วยความมุ่งมั่น ไม่ช้าไม่นานก็อยู่ตัว พอมีพอกิน
สมกับคำพูดที่ว่าแม้แต่เทวดาไม่สามารถยุดยั้งความสำเร็จของผู้ที่มีความเพียรได้
นอกจากจะไม่มีหนี้แล้ว ธนาคารต้นไม้สตึกยังไม่มีค่าใช้จ่าย (operating cost)อีก ธนาคารอื่นๆต้องมีค่าใช้จ่ายมหาศาลในแต่ละเดือน ใหนจะค่าตึก ค่าเช่าออฟฟิซ ค่าเงินเดือนพนักงาน ค่าแอร์ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าจ้างยามมาป้องกันโจรปล้น ค่าดูแลรักษาระบบคอมพิวเตอร์ ค่าน้ำชา ค่านักตรวจสอบบัญชี ต้องมีตู้นิรภัยเก็บเงิน ต้องมีระบบบัญชี คอมพิวเตอร์ เทลเลอร์ ถ้ารายได้ธนาคารไม่เข้าเป้า ก็โล๊ะพนักงานออกหรือlay-off
แต่ธนาคารต้นไม้สตึกไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย เพราะมีแต่สวนต้นไม้ กับผักและผลไม้ ไม่มียาม ไม่มีรั้วกั้น ถนนทางเดินเป็นดินแดงธรรมชาติ
ไฟฟ้าของธนาคารต้นไม้สตึกก็ติดตั้งโซล่าร์เซลโดยลงทุนแค่200,000บาท น้ำดูดเอามาใช้จากใต้ดิน มีการติดตั้งเสาอากาศไว-ไฟลงทุนแค่40,000บาท เล่นเน็ทได้เร็วไม่แพ้บริการของทรู
น้องๆนักศึกษาปริญญาเอกจากมอราชภัฏอุบล นำทีมโดยอาจารย์ชมพูนุชได้มาเยี่ยมชมกิจการธนาคารต้นไม้สตึก คำถามแรกที่นักศึกษาถามท่านประธานครูบาว่ามีรายได้เท่าไหร่ ท่านประธานบอกว่าไม่มีรายได้ เพราะว่าไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร ของใช้สอยในบ้านก็มีทุกอย่างแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน ต้องการใช้เงินก็ตัดไม้ขาย มีคนมารับซื้อถึงที่
การตัดไม้คือการทำลาย แต่ถ้าตัดต้นไม้หรือทำลาย ต้องทำอย่างถูกต้อง เพราะบางทีต้องตัดต้นไม้เพื่อหลีกทางให้ต้นไม้อื่นมีพื้นที่และมีโอกาสเจริญเติบโต
ถ้าไม่โลภตัดต้นไม้จนหมดภูเขาเหมือนที่พวกนายทุนหน้าเลือดกำลังทำอยู่ในทั่วภูมิภาคของประเทศไทยเพื่อปลูกข้าวโพดทำให้เกิดภัยแห้งแล้ง และน้ำท่วม ต้นไม้จะมีโอกาสเติบโตและมีการหมุนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด และให้ทรัพย์และความมั่นคงกับเราอย่างที่ไม่มีอะไรมาเทียบได้
เหมือนกับที่บรรพบุรุษของไทยเคยอยู่สบายมาก่อน เพราะว่าอยู่กับธรรมชาติ ไม่ได้ทำลายธรรมชาติ
การผลิตก็คือการทำลาย การผลิตที่ดีที่สุด คือการทำลายที่น้อยที่สุด แต่แต่การผลิตสมัยใหม่จะทำลายมากกว่าสิ่งที่ได้มา และไม่มีการหมุนเวียน โลกถึงกำลังก้าวเข้าสูภาวะวิกฤติของการเสียสมดุลของธรรมชาติ
ธนาคารต้นไม้สตึกไม่ใช้เงินเป็นตัวตั้ง เมื่อเงินไม่ใช่เป็นตัวตั้ง ทำอะไรก็สำเร็จเพราะว่าต้นไม้คือทรัพย์สินที่ให้ความมั่นคงกับชีวิตมากกว่าเงินด้วยซ้ำ แตกต่างจากเศรษฐีหลายคนที่ลงทุนซื้อที่400-500ไร่ เพื่อปลูกยางอย่างเดียว ต้องดูแล ต้องจ้างพนักงาน ต้องกรีดยาง ค่าใช้จ่ายเยอะแยะไปหมด ราคายางเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ท้ายที่สุดไม่รู้ว่าจะได้กำไรหรือไม่
นานมาแล้วภรรยาท่านประธานบอกว่าอยากได้แหวนเพชรสองกะรัต ท่านประธานบอกว่าในฐานะที่เป็นถึงประธานธนาคาร10กะรัตก็ซื้อให้ภรรยาได้ เลยพากันไปดูแหวนเพชรที่ร้าน ดูเสร็จกลับมาบ้านท่านประธานบอกภรรยาว่าถ้าจะซื้อแหวนเพชรต้องรอให้ต้นไม้ต้นนี้ พร้อมกับชี้นิ้วไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ให้โตก่อนถึงจะตัดไปขาย
ต่อมาพอต้นไม้โตได้ที่พร้อมตัดเพื่อเอาเงินไปซื้อแหวนเพชร ภรรยาเกิดเปลี่ยนใจ เพราะรู้สึกเสียดาย หรือสงสารต้นไม้ที่เคยอยู่ด้วยกันมานาน ให้อ๊อกซิเจนให้ได้หายใจทุกวัน
วันดีคืนดีจะตัดต้นไม้แล้วแปลงเป็นเงินกระดาษแล้วแปลงต่ออีกทีเป็นแหวนเพชรเพื่อมาใส่ในนิ้วมือ คิดๆไปแล้วไม่มีประโยชน์อะไร จึงเปลี่ยนใจไม่ตัดต้นไม้เพราะว่าไม่อยากได้แหวนเพชรอีกแล้ว
จะว่าธนาคารต้นไม้สตึกไม่มียามก็ไม่ถูกเสียทีเดียว ท่านประธานครูบาสุทธินันท์มีนกฮูกที่มาเฝ้าทุกคืน เวลามีใคร หรือสัตว์เดินมา นกฮูกจะส่งเสียงร้องเหมือนจะคอยเตือนภัย นอกจากนี้ท่านประธานมีบอดี้การ์ดเป็นนกยูงคู่หนึ่ง ที่ชอบเดินอวดขน ชี้ชัน มันทำรังบนต้นไม้สูงใกล้ที่พัก
มีอยู่วันหนึ่งคณะที่มาเยี่ยมมีคนเดินหลงป่า เพราะว่าพื้นที่กว้าง เดินแทบตายหาทางกลับที่พักไม่ถูก แต่ได้ยินเสียงร้องของนกยูงและรู้ว่านกยูงอยู่ใกล้ที่พักท่านประธานจึงค่อยๆคลำทางกลับมาได้ตามเสียงนกร้องของยูง
ธนาคารต้นไม้สตึกไม่มีเงินฝาก แต่มีทรัพย์สินที่มั่นคงกว่าธนาคารใดๆในโลก และที่สำคัญคนไทยทุกคนมีสิทธิเป็นเจ้าของธนาคารต้นไม้ได้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ถ้าลงมือทำวันนี้ด้วยความเพียร ไม่ย่อท้อ จะมีโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีและมั่นคง
ไม่ต้องคิดว่าต้องรวย แต่จะพอมีพอกินเป็นอยู่อย่างสบาย ที่จริงแล้วผืนแผ่นดินไทยใหญ่พอที่จะให้คนไทยทุกคนทำกินมีชีวิตสบายตามสถานะ แต่ผืนแผ่นดินไทยไม่ใหญ่พอสำหรับคนที่โลภมากหรือเห็นแก่ตัว
thanong
11/12/2016