วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

วอเร็น บัฟเฟตต์ กับการ Diversifica

แนวคิด "วอเร็น บัฟเฟตต์ กับการ Diversification"


บัฟเฟตต์แนะว่า สำหรับนักลงทุนผู้ไม่มีประสบการณ์ คุณอย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว แต่สำหรับนักลงทุนผู้มีประสบการณ์คุณควรใส่ไข่ไว้ในตะกร้าไม่กี่ใบเท่านั้น

Diversification ในความหมายทั่วไปคือ การกระจายความเสี่ยง .. แต่ในมุมมองของวอเร็น บัฟเฟตต์แล้ว มันคือ การสนใจในหุ้นเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น เรามาดูกันว่าวอเร็น บัฟเฟตต์ มีความเห็นอย่างไรกับการกระจายความเสี่ยงและนี้คือความเห็นของเขาครับ

ผมมีความเห็นเกี่ยวกับการกระจายความเสี่ยง อยู่ 2 อย่าง อย่างแรกถ้าคุณเป็นมืออาชีพ มีทีมงานพร้อมและมีความมั่นใจสูง คุณก็สามารถสนใจในหุ้นหลายตัวได้ แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วไม่ได้เป็นแบบนั้น
ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ได้สนใจในการลงทุน คุณก็ควรจะมองหากองทุนที่ลงทุนในหุ้นแบบอิงดัชนีที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ แล้วลงทุนกับมันอย่างสม่ำเสมอ (Dollar cost average) แต่คุณต้องมั่นใจว่าตอนที่คุณซื้อ คุณซื้อในราคาที่สมเหตุสมผล ในภาพระยะยาวแล้วเศรษฐกิจจะดูแลตัวของมันเอง มันจะวิ่งไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น การลงทุนในกองทุนอิงดัชนีถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงแล้ว

ในขณะเดียวกัน ถ้าคุณเป็นคนที่สนใจในการลงทุน การกระจายความเสี่ยงจะเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไรนัก มันเป็นเรื่องที่โง่เขลามากถ้าคุณจะใส่เงินลงไปในหุ้น 20 ตัว แทนที่จะเป็นหุ้นเพียงตัวเดียว การมีหุ้นจำนวนมากในพอร์ตก็เหมือนมีแฟนจำนวนมาก ถ้าเรามีแฟน 40 คน คุณจะรู้ได้อย่างไรว่านิสัยของแต่ละคนเป็นอย่างไรและมันจะนำไปสู่ปัญหาในภายหลัง การมีหุ้นสุดยอดเพียงไม่กี่ตัวอยู่ในพอร์ต ก็เหมือนกับมีเลอบรอน เจมส์ อยู่ในทีมบาสเก็ตบอล (เลอบรอน เจมส์ เป็นนักบาสเก็ตบอลซุปเปอร์สตาร์ NBA ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน)

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาชาร์ลีและผม มีบริษัทที่สนใจอยู่มากกว่า 100 บริษัท ผมคัดเลือกมันออกมาแล้วใส่เงินประมาณ 80% ลงใน 5 บริษัท และบริษัทที่ผมลงทุนมากที่สุด ผมใส่เงินกว่า 25% ลงไปในบริษัทเดียว ต่อมาในปี 1964 ผมพบว่าตัวเองได้ใส่เงินมากกว่า 40% ลงไปในบริษัทนั้นซะแล้ว บริษัทนั้นครั้งหนึ่งผมเคยพูดออกสื่อว่าเป็นหุ้นที่มีราคาถูกและธุรกิจก็น่าสนใจ แต่ไม่มีใครฟังผมเลย บริษัทนั้นคือ American Express ผมซื้อมันหลังจากที่มันเกิดวิกฤตการน้ำสลัด (Salad Oil Scandal)ในปี 1951 ผมใส่เงินส่วนใหญ่ลงไปในบริษัท GEICO หลังปี 1998 กองทุน LTCM มีปัญหาอย่างหนัก ผมใส่เงินกว่า 75% ลงไปในนั้น และมีอีกหลายๆครั้งที่ผมใส่เงินมากกว่า 75% ลงไปในหุ้นเพียงไม่กี่ตัว เหตุการณ์ที่ผ่านมา ผมอยากสรุปให้คนรุ่นหลังฟังว่า ถ้าคุณมีความมั่นใจและเป็นสิ่งที่คุณรู้จักมันเพียงพอ จงลงทุนกับมันให้หนัก เป็นระยะเวลากว่า 60 ปีแล้ว ที่ผมกับชาร์ลีบริหารเงิน พวกเราพบเจอกับความเจ็บปวดมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดทุนจากการลงทุน แต่ผมอยากจะบอกว่า ถ้าคุณทนเห็นการขาดทุนมากกว่า 50% ไม่ได้ จงอย่าลงทุนในหุ้น และนั้นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมคุณถึงไม่ควรกู้เงินมาลงทุน

ในตลาดหุ้น มันเป็นสถานที่เพียงสถานที่เดียวที่เมื่อมันลดราคาแล้ว คนมักจะไม่ค่อยมีความสุข แต่ผมไม่ได้เป็นแบบนั้น ถ้าผมชอบในธุรกิจนั้นจริงๆ ผมจะซื้อเมื่อตอนมันลดราคาเท่านั้น มันก็เหมือนกับการซื้อแฮมเบอร์เกอร์ในร้านแมคโดนัลด์ ถ้าผมพบว่าแฮมเบอร์เกอร์มันลดราคา ผมจะมีความสุขมากที่จะได้กินมันในราคามีส่วนลด หุ้นก็เช่นเดียวกัน ...

เมื่อคุณมีบริษัทที่ดีอยู่ในพอร์ตโฟลิโอของคุณแล้ว คุณไม่จำเป็นที่จะต้องหาหุ้นอีกตัวหนึ่งเพื่อมาทดแทนหุ้นตัวแรก มันเป็นเรื่องงี่เง่ามากที่จะพยายามกระจายความเสี่ยงโดยการหาบริษัทหนึ่งเพื่อมาทดแทนบริษัทหนึ่ง .. ในมหาวิทยาลัย คุณอาจจะเรียนรู้มาว่าการลงทุนต้องกระจายความเสี่ยง ถ้าคุณไม่ซื้อหุ้นหลายๆตัวจะเป็นการเสียโอกาสมาก หุ้นขึ้นแล้วคุณจะได้รับผลประโยชน์ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ผมอยากให้คนเหล่านั้นมองหาหุ้นที่ดีที่สุดอีกตัวหนึ่งดีกว่าที่จะมาหาหุ้นมาทดแทนหุ้นตัวแรก

และนี้ก็เป็นบทความน่าสนใจจากวอเร็น บัฟเฟตต์ รวบรวมมาจากรายงานประจำปีเบิร์กไชร์ ฮาธาเวย์ครับ ...

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

พ่อผมสอนไม่เหมือนใคร

พ่อผมสอนไม่เหมือนใคร คิดอะไรก็แปลก ทำอะไรก็แปลก ..พ่อสอนว่า

1. 'ดีคือเสีย เสียคือดี' ถ้าไม่ขยายความเป็นเรื่องแน่ เพราะไม่รู้เรื่อง ...แต่พ่อสอนผมว่า อะไรที่มันดีอยู่แล้วไม่ต้องไปยุ่ง เพราะนั่นคือกับดัก ...โอกาสที่จะทำสิ่งนั้นแล้วแย่มันมีสูง (คนเขาทำดีอยู่แล้ว ถ้าเราพลาดนิดเดียว ซวยหนักแน่นอน)  ..แต่ถ้าอะไรมีวิกฤต หรือ ย่ำแย่ ให้เลือกทำงานนั้นเพราะมันคืองานแห่งโอกาส ..ของแย่ อย่างห่วยก็แย่เหมือนเดิม แต่ถ้าเราพลิกฟื้นมันได้ เราจะได้เป็นฮีไร่ !!

2. 'งานที่ทำไม่เสร็จ ถึงจะดีแค่ไหนก็ไม่มีคุณค่า' อันนี้สอนเด็กเรียนอย่างผม ที่ชอบความสมบูรณ์แบบว่า บางครั้งงานที่เสร็จ มันดีกว่างานสมบูรณ์แบบที่ทำไม่เคยเสร็จ ...ทำอะไรให้มันได้ผลงาน สร้างผลงาน แม้ไม่ได้ดีทุกชิ้น แต่เราก็โชว์ความมุ่งมั่นตั้งใจให้โลกรับรู้ 

3. 'ทุกอย่างสุดท้ายเปลี่ยนเป็นขยะ ส่วนอะไรที่ไม่ใช่ เก็บสะสมสิ่งนั้นไว้ เราจะเป็นคนรวย' ...อันนี้สอนเรื่องการจ่ายเงินให้รวยขึ้น อย่าซื้อขยะ ให้ซื้อ Asset 

4. 'คนที่ทำงานง่าย ไม่ใช่คนยิ่งใหญ่' ..งานยาก งานที่ลำบาก ไม่มีใครทำมาก่อน ไม่มีคนอยากทำ นี่คือ งานของคนยิ่งใหญ่ 

5. 'อย่าให้เพื่อนยืมเงิน เพราะนั่นคือการทำลายมิตรภาพอย่างแท้จริง' ...พ่อสอนว่า วิธีทำให้เพื่อนสนิทเลิกคบเราง่ายที่สุด ก็คือ ให้เขายืมเงิน ...ถ้าอยากช่วยจริงๆ 'ให้ไปเลย อย่าให้ยืม'

ความเด็ดของพ่อผม คือ ไม่ใช่แค่พูดสอน แต่ปฏิบัติตัวเองเป็นแบบอย่าง ..นั่นคือ การสอนที่ดีที่สุด 'เป็นต้นแบบ'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

Tim Ferriss

10 กฏเหล็กในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ สไตล์ Tim Ferriss
.
Tim Ferriss ถือได้ว่า เป็นไอดอลของนักธุรกิจยุคใหม่ที่เน้น Lifestyle มากเป็นพิเศษ เพราะเป็นยุคที่ผู้คนต้องการรวยทั้งเวลาและการเงินไปพร้อม ๆ กัน โดยที่ไม่ต้องรอจนแก่เกษียณแบบที่เราเข้าใจกันมา แต่ใช้หลักการสร้างธุรกิจ แล้วออกแบบระบบอัตโนมัติให้กับมัน เพื่อซับพอร์ท Lifestyle ที่เราต้องการไปด้วย เป็นการทยอยเกษียณแบบย่อม ๆ นั่นเอง

โดยเป็นเจ้าของผลงานการเขียนหนังสือที่ชื่อว่า The 4-hour Workweek, The 4-hour Body และ The 4-hour Chef ซึ่งเป็นหนังสือติด Bestsellers ของ New York Times ถึง 3 เล่มรวดด้วยกัน

นอกจากนั้น Tim Ferriss ยังสามารสร้างและขายบริษัทที่เกี่ยวกับเครื่องดื่มอย่าง Brain Quicken ได้แล้ว ยังเป็น นักลงทุน Angle ที่ลงทุนให้กับธุรกิจ Startup ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ และนอกจากนั้น ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับ Facebook, Twitter, Stumbleupon, Evernote, Uber และบริษัทต่าง ๆ อีกมากมาย
.
.
1. ธุรกิจของคุณต้องเป็นที่ต้องการของตลาด เพราะธุรกิจจะอยู่ได้ต้องมีลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าหรือบริการมากพอ ที่จะทำให้ธุรกิจคุณเติบโตได้
.
2. เริ่มต้นทำบางอย่างขึ้นมาซะ เพราะเราจะสังเกตได้ว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ ที่เราเห็นในทุกวันนี้ หลาย ๆ คนเริ่มจากศูนย์หรือติดลบซะด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น อย่ารอให้พร้อมหรือเพอร์เฟ็คท์ เพราะคุณจะไม่ได้เริ่มทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักกะที
.
3. คุณต้องเรียนรู้การเล่าเรื่องราวของธุรกิจของคุณ - การสื่อสารถือว่าเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างมากทักษะหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องมี (ถ้าไม่มี ไม่เก่ง ก็ต้องฝึกฝน) เพราะการที่คนอื่น ๆ จะเข้าในตัวธุรกิจของคุณได้นั้น คุณจำเป็นจะต้องสื่อสาร เล่าเรื่องราว ทั้งในและนอกองค์กร ให้เข้าใจตรงกันว่า ธุรกิจที่คุณทำอยู่คือธุรกิจใด มีที่มาที่ไปอย่างไร แล้ว Lifestyle คุณสอดคล้องกับธุรกิจที่คุณทำอยู่ยังไงบ้าง
.
4. โฟกัสที่จุดแข็งของคุณก็พอ เพราะอย่าลืมว่าคุณมีเวลาจำกัดต่อวันเพียงแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้นคุณไม่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตนเองทั้งหมด หรือหากทำได้ก้อาจจะกินเวลานานและผลงานออกมาไม่ดีอย่างที่คิดเอาไว้

ดังนั้น ถ้างานไหนที่คุณไม่ถนัด จงจ้างใครสักคนที่เก่งกว่าคุณเข้ามาทำในส่วนนั้น แล้วให้คุณโฟกัสในสิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุด แล้วผลลัพธ์ที่ได้มักจะเกินคาดกว่าที่คุณคิดด้วยซ้ำไป
.
5. ทุกธุรกิจขึ้นอยู่กับการขาย ดังนั้น คุณต้องเรียนรู้การขายสินค้าหรือบริการของคุณออกไปให้ได้ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ก็คือ พวกเขาเหล่านั้นเป็นนักสื่อสารที่ดีมาก ๆ ดังนั้น ถ้าอยากให้ธุรกิจคุณขายดี เติบโต คุณต้องฝึกการขายให้เป็น ให้ชำนาญ

และทางเดียวที่คุณจะเก่งขึ้นได้ก็คือ “การฝึกฝน” ยิ่งคุณฝึกฝนมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งเก่งขึ้นมากเท่านั้น

ถ้าคุณ ”ขายออฟไลน์” คุณต้อง “ฝึกการพูด” เพื่อปิดการขาย 

แต่หากคุณ “ขายออนไลน์” ผ่านตัวหนังสือ คุณต้องฝึกการปิดการขายด้วยการ “ฝึกการเขียน”

Tips : การฝึกง่าย ๆ ตามสไตล์ของผมก็คือ เวลาที่ผมซื้อสิ่งของบางอย่างเมื่อเจอ Sales หรือเห็นโฆษณาออนไลน์ผ่าน Facebook บางอย่าง และมันทำให้ผมอยากซื้อ ผมก็จะเก็บข้อมูลนั้นมาปรับใช้กับธุรกิจของผม และถ้าเจอโฆษณาห่วย ๆ ที่ผมเห็นแล้วร้องยี้ ผมก็จะหลีกเลี่ยงการใช้คำแบบนั้น มันก็เท่านั้นเอง
.
6. ไอเดียไม่มีค่าอะไรเลย ถ้าไอเดียนั้น ไม่ได้มีการผ่านการลงมือทำเพื่อให้เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เพราะใคร ๆ ก็มีไอเดียกันได้ทั้งนั้น ไอเดียที่คุณคิดว่าเจ๋งวันนี้ แต่คุณไม่ได้ทำอะไรต่อ แล้วจู่ ๆ วันรุ่งขึ้น ก็มีคนทำในสิ่งที่คุณคิดออกมาให้เป็นรูปเป็นร่างแล้วทำเงินอย่างมหาศาล อย่าโทษว่า “เฮ้ยนั่นมันไอเดียตรูชัด ๆ ถ้าตรูทำ ป่านนี้รวยแบบมันไปแล้ว”

อย่าลืมว่า คนที่ได้คือ คนที่ลงมือทำให้ไอเดียนั้นมันเป็นจริงขึ้นมาต่างหาก ไม่ใช่คุณ
.
7. ทำในสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจคุณก่อน ถ้าหากคุณเข้าใจกฏ 80/20 แล้วล่ะก็ งานที่สำคัญ ๆ ที่คุณควรทำนั้น มีแค่ 20% เท่านั้น ที่เหลือเป็นเรื่องที่รอก่อนได้หรือสามารถยกให้คนอื่นทำแทนได้ ดังนั้น คุณต้องเรียนรู้การใช้กฏ 80/20 อย่างเคร่งครัด เพื่อหางานที่ทำแล้วเกิดผลลัพธ์มากที่สุดต่อธุรกิจของคุณ
.
8. คุณต้องมีแผนรองรับในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบสุดติ่งกับบริษัทที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต เพราะถ้าเมื่อมันเกิดขึ้นจริง ๆ แล้ว คุณจะได้มีเวลารับมือกับปัญหานั้น ๆ แต่หากไม่ คุณอาจจะต้องล้มเลิกกิจการได้ในทันทีทันใด โดยที่ยังไม่ได้พยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่เลยด้วยซ้ำ
.
9. โฟกัสที่การวัดผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัท SME ที่มีเงินทุนไม่มากนัก ยิ่งต้องโฟกัสหนักเลยว่า จำเป็นต้องมีการประชุมเพื่อวัดผลทุก ๆ สัปดาห์ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับยอดขาย เว็บไซต์ เงินที่ลงโฆษณา จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ เป็นร้อยละเท่าไหร่ เพื่อที่คุณจะได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธให้ทันท่วงที กับเงินทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด
.
10. เรียนรู้จากความล้มเหลวของทั้งตัวเองและผู้อื่น เพื่อพัฒนาธุรกิจของคุณอยู่ตลอดเวลา บางอย่างที่คุณเคยพลาด ให้ถือว่าเป็นค่าเรียนรู้สำหรับบริษัทของคุณ แต่ความล้มเหลวบางอย่าง เราก็สามารถเรียนรู้จากคนอื่นได้ เพราะบางทีถ้าเราเจอเข้ากับตัวเอง เราอาจจะไม่ฟื้นแบบคนที่เขามาเล่าให้เราฟังก็เป็นได้

“Fail Fast, Succeed Faster”
“ยิ่งคุณล้มเหลวเร็วเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งประสบความสำเร็จเร็วมากขึ้นเท่านั้น”


วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เงินออมปลูกได้




เงินออมปลูกได้ ด้วยปุ๋ยสูตร 50/30/20

ทุกความร่ำรวยเริ่มต้นที่การวางแผน ทำให้การวางแผนด้านการเงินเองก็สำคัญไม่แพ้การเพิ่มรายได้ เพราะแม้จะมีรายได้มากแต่ถ้าบริหารไม่ถูกต้อง เงินที่มีก็จะหมดไปแบบไม่รู้ตัว 

‘แผนการเงิน’ แค่ได้ฟังก็ดูยาก แต่หากเปลี่ยนคำสักเล็กน้อยเป็น ‘ปุ๋ยปลูกต้นเงินออม’ แค่ฟังชื่อก็ดูน่าสนุกแล้ว ปุ๋ยปลูกต้นเงินออมมีมากมายหลายสูตรขึ้นอยู่กับแต่ละคนก็จริง แต่ถ้าใครยังไม่รู้ว่าปุ๋ยสูตรไหนดี ก็ลองเริ่มต้นปลูกโดยใช้ปุ๋ยสูตร 50/30/20 (The 50/30/20 budget) ดู 

ที่มาของปุ๋ยการเงินสูตรนี้เกิดขึ้นเพราะงบการเงินในรูปแบบเดิมๆนั้นแสนจะยุ่งยากและซับซ้อน ทำให้ Elizabeth Warren ได้คิดค้นวิธีสร้างงบการเงินที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริงขึ้นมา งบการเงินในแบบของ Elizabeth Warren แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ

50 - for Living หรือ เงินเพื่อใช้จ่ายจำเป็น 
เงินส่วนนี้คือเงิน(หลังหักภาษี)สำหรับใช้จ่ายสิ่งจำเป็นในแต่ละเดือนทั้งหมด ซึ่งเป็นเงินที่คุณต้องจ่ายทุกเดือนห้ามลืมเด็ดขาดเช่น ค่าเช่าหรือค่าเงินชำระหนี้สินต่างๆ, ค่าน้ำ, ค่าไฟ หรือค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพื่อการดำรงชีวิตรวมทั้งค่าเดินทางและค่ารักษาพยาบาล

30 - for Fun หรือ เงินเพื่อใช้จ่ายตามใจชอบ
การมุ่งมั่นเก็บเงินเป็นเรื่องดี แต่การเข้มงวดกับตัวเองเกินไปก็ทำให้เราล้มเหลวได้ง่ายเหมือนกัน เงินใช้จ่ายตามใจชอบจึงเป็นเงินส่วนที่เราไว้ใช้จ่ายส่วนตัวเพื่อพักผ่อน เช่น ไปเที่ยว, ซื้อบัตรคอนเสิร์ต, หรือไปเดทกับแฟน แน่นอนว่าใครก็ต้องชอบเงินส่วนนี้ทั้งนั้น 

20 - for Financial Goal หรือ เงินเพื่อออมระยะยาว
การเก็บออมเงินต้องมีเป้าหมาย เงินออมส่วนนี้เป็นการออมเงินสำหรับใช้ในจุดหมายเฉพาะ บางคนเก็บเงินส่วนนี้เพื่อการเกษียณ หรือเก็บเงินส่วนนี้เป็นเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับอนาคต และคนจำนวนไม่น้อยก็เก็บเงินส่วนนี้เป็นเงินสำหรับลงทุนเพื่อทำให้เงินออมเติบโตขึ้นกว่าเดิม

อย่าลืมว่าทุกแผนการเงินควรปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตนเอง ปุ๋ยสูตรนี้เป็นเพียงสูตรหนึ่งเท่านั้น อาจจะสามารปรับเปลี่ยนเมื่อเวลาผ่านไป แต่หากใครก็ตามที่อยากเริ่มปลูกต้น ‘เงินออม’ แล้ว การใช้ปุ๋ยสูตรนี้และหมั่นดูแลต้นเงินออมอย่างสม่ำเสมอ ต้นเงินออมของคุณก็จะออกผลสร้างความร่ำรวยให้กับคุณได้

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

คนเรารวยได้

'คนเรารวยได้ ความรวยไม่ใช่ความผิด แต่มันเป็นทางเลือก' ...ผมมีข้อคิด มุมมองเรื่องของ 'รวย' ทั้งคนรวยและคนอยากรวยจะคุยให้ฟัง'

1. ความรวย คือทางเลือก แปลว่า มนุษย์ทุกคนสามารถเลือกได้ว่าจะรวย หรือ จะไม่รวย ..เพราะถนนสองสายนี้เดินตรงข้ามกันตั้งแต่วันที่เริ่มเลือก

2. การเลือกถนนสายรวย คือ ทางขรุขระ ที่แสนลำบาก ..ก็เพราะมันลำบากคนส่วนใหญ่ก็เลยไม่เลือก ..ถ้าเราพยายามคิดว่า ความรวยมันเป็นเรื่องไม่ดีมันทำให้สบายใจกว่า

3. ถนนอีกสายสบายกว่า ถนนมันดี สวย ดูสบาย งานง่าย ชีวิตดี๊ดี ...ทางสายนี้แหละที่คนส่วนใหญ่เลือก

4. ความรวยที่ได้มาจะรักษาได้ยากเย็น ..เงินที่เราได้มาจากมรดก จากการได้มาแบบโชคลาภที่ไม่ได้หาเอง ส่วนใหญ่จะรักษาได้ไม่นาน เพราะมันเหมือนเงินร้อน ...ทางแก้คือเปลี่ยนให้เป็นเงินเย็น

5. รวยแบบเงินเย็นชีวิตเป็นสุข ...เงินเย็นคือเงินที่ได้มาด้วยวิธีการที่ซื่อสัตย์สุจริต เมื่อมันมาแบบถูกต้อง มันใช้ความลำบากในการหา มันจึงสามารถอยู่กับเราได้นาน ..เพราะหายากจึงรู้ค่าในการใช้จ่าย 

6. หนี้สินและบัตรเครดิตถือเป็นเงินร้อน ..ใครก็ตามที่เอาเงินอนาคตมาใช้แบบไม่รู้ค่า จะไม่สามารถลืมตาอ้าปากในชีวิตได้ ...โลกทุกวันนี้ทดสอบคนโดยการเอาเงินอนาคตมาล่อให้เราใช้ ..ใครใช้ไม่คิด คนนั้นซวย !!

7. เลือกเป้าหมายชีวิตชัดมันชี้วัดความรวย ..วันนี้ชีวิตมีทางเลือกเยอะ เยอะมากจนเลือกไม่ถูก ตั้งแต่เรียนอะไรดี ทำงานอะไรดี ชอบอะไรดี อยู่แบบไหนดี ..คนส่วนใหญ่จึงทดลอง 'ลองไปเรื่อยๆ ..ไม่เลือก' -- ก็อย่างที่บอกว่า 'ความรวย เกิดจากเราเลือก ...ใช้ชีวิตรุ่นใหม่แบบไม่เลือก ก็การันตี ไม่รวย!!'

8. ความรวยก็เหมือนความดี ..ไม่ได้พูดว่าคนรวยทุกคนเป็นคนดี แต่อยากจะชี้ว่า การเป็นคนดี มันมีบททดสอบตลอดเวลา มารผจญ ทดสอบคนดีตลอด 'ถามว่าจะเป็นคนดีจริงไหม ..หรือ จะลอง ...(ชั่ว)ดู' ...ความรวยก็เช่นกัน ความรวยต้องอาศัยความอดทน 'ทนรวย' ถือสินทรัพย์เช่น ที่ดิน หรือ หุ้นดี จะมีมารผจญระหว่างทนรวย ถามเราตลอดว่า 'นี่นายอยากรวยจริงไหม ...จริงๆใช่ไหม (คนส่วนใหญ่โดนถามมากๆ ก็ขายไปก่อน ..สุดท้ายก็ไม่รวยไง)

9. อยากรวยต้องช่วยคนอื่น ..ไม่มีหรอกครับ คนที่สามารถรวยได้ด้วยตัวของเขาเอง ..ดังนั้น ถ้าใครชอบความรวยต้องรู้จักช่วยเหลือคน ..การช่วยคนอื่น การแก้ปัญหาให้คนอื่น ยุคนี้คือการสร้างโอกาสชีวิต ...หลายคนนึกในใจ ชีวิตฉันไม่เห็นมีโอกาสดีๆ แบบคนอื่น -- แปลว่า เราอาจยังไม่เคยคิดช่วยเหลือใคร ? (โอกาสอยู่ที่ใจ ..ใจกว้าง)

10. ความรวยไม่ใช่วัตถุที่เราใส่ ..มันผิดอย่างร้ายแรงถ้าเราคิดว่า ความรวยขึ้นอยู่กับวัตถุที่เราใส่ ของที่เราใช้ รถที่เราขับ ..ของเหล่านั้นเป็นเปลือกนอกทั้งหมด ...ความรวยที่แท้จริงคือการรู้จักตัวเอง รู้ว่า 'อะไรเหมาะกับเรา - ภูมิใจในสิ่งที่มี - และรู้ว่าอะไรคือดีในจุดที่เราเลือกยืน' 

ใช่!! ความรวยไม่ใช่การแข่งขัน ..ไอ้นั้นมันคือ การอวดรวย ซึ่งเป็นเกมการแข่งขันของคนโง่ ...การรู้จักตัวเอง การเข้าใจว่าอะไรที่ดีจริงๆ สำหรับตัวเอง และการช่วยเหลือคนอื่นต่างหาก ที่มันเท่ห์

 ...ยุคนี้ต้องรวยแบบเท่ห์ คือ หาเงินนั้นมาด้วยการมอบสิ่งดีๆ ให้คนอื่น แล้วเลือกยืนในจุดที่เราภูมิใจ -- นี่แหละ 'รวย' ไม่ต้องไปเทียบกับใคร

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

'ผจญภัย - เชี่ยวชาญ - ตื่นรู้ - เข้าใจเวลา'

4 ความรู้อะไรที่ใช้เปลี่ยนชีวิตผม 'ผจญภัย - เชี่ยวชาญ - ตื่นรู้ - เข้าใจเวลา'

1. 'ความรู้แบบนักผจญภัย' ความรู้อันนี้หายากขึ้นเรื่อยๆ มันคือความรู้ที่นักวิทยาศาสตร์เขามุ่งมั่นค้นหา ..เขาจะพบและรู้ในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้

 ...ผมตั้งเป้าหมายว่า ทุกปี ผมจะทำสิ่งนึงที่ผมรู้สึกอึดอัดในชีวิตอย่างน้อยปีละ 1 อย่าง - เพราะอึดอัดคือการเติบโต !!

2. 'ความรู้จากความเชี่ยวชาญ' หากเราเชี่ยวชาญในเรื่องใดก็ตามเป็นพิเศษ ทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าคนทั่วไป ดีจนคนอื่นชมว่าคุณเก่งในเรื่องนั้นๆ ..เราจะยึดสิ่งนั้นแหละเป็น Passion และความรู้ที่สร้างจาก Passion มันลึกซึ้งและชวนให้น่าหลงไหล 

..ผมยึดเรื่องการลงทุนในหุ้น เอาให้สุดรู้ให้จริง ทำให้ได้ นั่นแหละที่มา The Stock Blueprint เลยแหละ

3. 'ความรู้จากการพิจารณาตัวเอง' สิ่งนี้คนส่วนใหญ่มองข้ามไปเลย ทุกวันนี้เราทำงาน ซื้อของ ใช้ชีวิต ทุกอย่างเพื่อถ่ายภาพอวดคนอื่นใน Facebook แต่เราลืมไปว่า ..หนึ่ง คนอื่นเขาอาจไม่ได้มองเหมือนเรา เช่น เรานึกว่าเท่ห์ แต่คนอื่นอาจมองตรงข้ามนะ เคยคิดไหม ..สอง ถ้าเราบอกไม่แคร์ ทำไมไม่หยุดใช้ชีวิตเพื่อโชว์คนอื่น ซื้อของที่เราไม่ได้อยากได้จริง แค่โชว์คนที่เราไม่ชอบ มันไร้สาระมากที่ใช้ชีวิตแบบนั้น

 ...ผมเคยทำงานหนักโดยไม่เลือกขอแค่ได้เงินเพื่อซื้อของที่แพงมากๆ เพื่อให้คนอื่นรู้ว่าผมสำเร็จ แต่ผมพบว่า คนอื่นกลับมองด้วยความอิจฉาปนความสมเพช ...เมื่อผมคิดได้ ผมถามตัวเองจริงๆ ว่าอยากทำสิ่งใด จากนั้นผมทุ่มชีวิตทำงานที่ หนึ่ง ผมรักงานนั้นจริงๆ สอง คนอื่นเห็นคุณค่าในงานที่ผมทำ สาม งานนี้สร้างประโยชน์และแก้ปัญหาให้ผู้คน -- หลังจากนั้นชีวิตผมเปลี่ยนทันที !!

4. 'ความรู้ในเรื่องของเวลา' คนไม่สำเร็จในชีวิตจะมองว่าเวลาของตัวเองไม่มีค่า แต่คนที่ประสบความสำเร็จจะหวงเวลาของตัวเองมาก ..เคล็ดลับมันคือ ในช่วงเริ่มต้น เราใช้ชีวิตแบบ เงินมีค่ามากกว่าเวลา ..ช่วงนี้สิ่งที่ต้องทำคือ ใช้เวลาสร้างความเชี่ยวชาญในงานที่เราเลือกให้มากที่สุด ...หลังจากเราทำได้ คุณจะเริ่มหวงเวลาและเห็นค่าเวลา คือ 'เวลาสำคัญกว่าเงิน' 

...ผมพบว่า วันที่ผมเริ่มหวงเวลาของตัวเอง มันคือวันที่ผมมีสติมากขึ้น ผมพบว่าเราต่างมีเวลาชีวิตที่จำกัด ให้เลือกและทุ่มเวลากับสิ่งที่เราให้ความสำคัญจริงๆ เท่านั้น

พอพบความรู้ 4 เรื่องนี้ ชีวิตเปลี่ยนเลยครับ !!! 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

คนหาปลา กับ ความสำเร็จ


คนหาปลา กับ ความสำเร็จ !!!
ความโชคดีอย่างหนึ่งของผมคือ... การได้มีโอกาสพูดคุย รับฟัง และสอบถามความคิดเห็นกับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จตัวจริงครับ
ครั้งหนึ่ง... ผมมีโอกาสได้คุยกับคุณอาสมชาย ชายผู้ประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้างเนื้อสร้างตัว จากไม่มีอะไรเลย สร้างจากศูนย์จริงๆ
โดยเริ่มจากอาชีพครู... จนปัจจุบันกลายเป็นเจ้าของโรงแรมที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในภูเก็ต 
(จริงๆ เรื่องที่เปลี่ยนจากอาชีพครู มาเป็นเจ้าของโรงแรมได้ นี้ก็สุดยอดเหมือนกัน)
ซึ่งก็คือ... Marina Phuket Resort Hotel
คุณอามักจะมีแนวคิดดีๆ มาสอนผมทุกครั้งเสมอที่ได้พบเจอพูดคุยกัน 
(รู้จักท่านมานาน ตั้งแต่สมัยผมยังเป็นเด็กประถม เพราะเป็นเพื่อนคุณพ่อผม)
และในครั้งนี้ ท่านได้สอนเรื่องหนึ่งซึ่งดีมากๆ ดีจนผมคิดว่า... น่าจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ทุกท่านที่กำลังตั้งคำถามกับงานที่ท่านทำอยู่ และท่านที่อยากจะประสบความสำเร็จด้านธุรกิจ

เรื่องราวมาจากคำถามที่ว่า..
.
หากเราอยากสร้างบริษัทหรือกิจการของตนเองให้ประสบความสำเร็จ ควรจะออกจากงานประจำที่มั่นคง มาลงมือทำเต็มตัวเลยหรือไม่ ???
คุณอาตอบว่า... ขอเล่าเป็นเรื่อง การตกปลาของชาวประมง แทนก็แล้วกัน 

เรื่องมีอยู่ว่า... 

ชาวประมงคนหนึ่งที่หาเช้ากินค่ำ มีภาระต่างๆ ที่ต้องดูแล... ชาวประมงคนนั้น จำเป็นต้องทำทุกอย่างเพื่อที่จะตกปลาให้ได้ เพื่อทำให้ตนเองและครอบครัวมีกินและอยู่รอดได้ 

ซึ่งแน่นอนว่า... ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ เค้าอาจมีแค่เรือลำเล็ก และเมื่อใช้เรือลำเล็กออกไปหาปลา ปลาที่หาได้ ก็จะเป็นปลาตัวเล็ก เพราะเรือเล็กออกไปหาปลาตัวใหญ่ในทะเลลึกไม่ได้ 

ถึงฝืนไปก็อาจหาปลาไม่ได้หรืออาจเกิดอันตรายกับเรือและตัวชาวประมงเอง
 
ซึ่งเปรียบได้กับงานที่เราทำวันนี้... ไม่ว่าจะเป็นงานประจำหรืองานอะไรก็ตามที่สามารถสร้างเงินได้ หล่อเลี้ยงชีวิตเราและครอบครัวเราได้ ก็จำเป็นต้องทำไปก่อน
 
แต่เมื่อชาวประมงคนนั้น มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น ตกปลาเล็กได้เก่งขึ้น... สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ รับภาระต่างๆ ได้ และเริ่มมีเงินเก็บจากปลาตัวเล็ก

ชาวประมงคนนั้นก็สามารถที่จะซื้อเรือลำกลาง และออกไปตกปลาขนาดกลางได้... ที่ถึงแม้ต้องเสี่ยงออกทะเลไปไกลกว่าเดิม 

ด้วยเรือขนาดกลางที่มั่นคง... ก็สามารถช่วยให้ตกปลาขนาดกลางที่จะสร้างรายได้ที่มากกว่าเดิมได้
 
จนสุดท้าย... ชาวประมงเก็บเงินจนซื้อเรือลำใหญ่ได้ ด้วยความเชี่ยวชาญ ด้วยประสบการณ์การตกปลา ด้วยความมั่นคงของเรือ 

ชาวประมงคนนั้นพร้อมแล้วที่จะออกเรือไปทะเลลึก หาปลาตัวใหญ่... ที่จะสร้างรายได้ให้กับเค้าได้อย่างมหาศาล !!!

พอผมมาคิดเรื่องการตกปลาของชาวประมงนี้ จึงเข้าใจว่า...

หากชีวิตเรามีภาระ และยังขาดความรู้และประสบการณ์ = เรือลำเล็ก + ตกปลาตัวเล็ก... เพื่อทำให้เราอยู่ได้ และตัวเราเก่งขึ้น

หากชีวิตเรามีเงินเก็บ มีความรู้และประสบการณ์มากขึ้น = เรือลำกลาง + ตกปลาได้ขนาดกลาง... เริ่มลงมือทำอะไรที่เสี่ยงได้บ้าง มีโอกาสได้รับรายได้ที่มากขึ้น

หากชีวิตเรามีเงินเก็บมาก มั่นคง มีความรู้และประสบการณ์ดีเยี่ยม = เรือขนาดใหญ่ + ตกปลาขนาดใหญ่... สามารถทำอะไรได้ดั่งใจปรารถนา รับความเสี่ยงได้ โดยที่ไม่เดือดร้อน และมีโอกาสสร้างรายได้ได้อย่างมหาศาล

เมื่อย้อนกลับมาที่คำถามที่ผมถามตอนต้น... หากเราอยากสร้างบริษัทหรือกิจการของตนเองให้ประสบความสำเร็จ ควรจะออกจากงานประจำที่มั่นคง มาลงมือทำเต็มตัวเลยหรือไม่ ???

คำตอบที่ได้จากเรื่องนี้ ค่อนข้างชัดเจนคือ...

งานประจำ งานไม่ประจำ งานธุรกิจส่วนตัว งานเล็ก งานใหญ่... สุดท้าย มันก็คือ "งาน"

สิ่งสำคัญอยู่ที่ผลที่เราได้รับจากการทำงานนั้นๆ มากกว่า... รายได้ เงิน ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ เพื่อน สังคม คอนเนคชั่น ความสุข ฯลฯ

หากเราพร้อม ก็ออกไปทำกิจการส่วนตัวได้ ไปเสี่ยงได้... แต่ถ้าเราไม่พร้อมก็ต้องอดทนจนกว่าจะพร้อมเท่านั้นเองครับ
จริงๆ ไม่ต้องเสียเวลาไปถามใครว่า เราพร้อมหรือไม่ เพราะตัวเราจะรู้ตัวเองดีที่สุด
วันนี้เราคิดใหญ่ได้ มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ได้ คิดอยากทำตามใจปรารถนาได้... แต่เราก็ต้องคิดประกอบกับความเป็นจริงด้วย

เราพร้อมหรือยัง ไม่ใช่คิดใหญ่แล้ว ต้องเสี่ยงเลย ต้องทำใหญ่เลย... ถ้าเป็นแบบนี้ ก็ยากครับ ที่จะประสบความสำเร็จ 

เพราะผมเองก็ไม่เคยเห็นหรือได้ยิน คนที่สร้างบริษัทหรือกิจการที่ยิ่งใหญ่ (ที่เริ่มจากศูนย์ด้วยมือตนเอง)... จะไม่เริ่มจากกิจการเล็กๆ ก่อน แล้วจึงค่อยๆ ขยายบริษัทไปจนยิ่งใหญ่


หาความรู้ วางแผน สร้างทักษะ มีประสบการณ์ ลงมือทำ อดทน มุ่งมั่น ขยันทำงาน พัฒนาตนเองอยู่เสมอ... สิ่งเหล่านี้ หลายๆ ท่านคงเคยได้ยินจนชินแล้ว แต่มันคือความจริงที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ

และอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือ... "การรู้จักเก็บเงิน บริหารเงิน" 

เพราะต่อให้เก่งแค่ไหน ฉลาดแค่ไหน ขยันแค่ไหน... แต่ใช้เงินเก่งมากกว่าหาเงินเก่ง บริหารเงินไม่เป็น ยังไงก็ไปไม่รอดคนับ

สิ่งเหล่านี้ คิดง่าย พูดง่ายนะครับ... แต่ทำโคตรยาก !!!

แต่ถ้าทำได้ ผมมั่นใจมากว่า... คนๆ นั้นจะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจได้แน่นอน ^^

Wikran M.

เพิ่มรายได้และโอกาสในชีวิต

10 ข้อควรทำ 'เพื่อเพิ่มรายได้และโอกาสในชีวิต'

ทุกวันนี้เงินหายาก แต่จริงๆ แล้ว การหาเงินมีอยู่ 2 โลก ..โลกนึง เป็นโลกที่เงินหายาก เงินมักขาดแคลนในโลกใบนี้ ..แต่โลกอีกใบนึง เป็นโลกที่เงินไม่จำกัด 

คุณว่าโลกที่เราอยู่ปัจจุบันคือ โลกใบไหน ?

ครับ!! วันนี้เราอยู่ในโลกที่เงินอยู่รอบตัว ทุกอย่างรอบตัวเราเป็นเงินทั้งหมด เป็นโลกที่เงินหมุนเวียนอย่างไม่จำกัด -- ขออย่างเดียวคือ เราต้องรู้แนวคิด 10 ข้อ ดังนี้

1. 'ยุคนี้ประสบการณ์ สำคัญกว่าความรู้' การเพิ่มรายได้ในยุคนี้ ไม่ใช่การเรียนเพิ่ม แต่คือการเพิ่มประสบการณ์ต่างหาก ..ยุคนี้คนที่เห็นโอกาส รวยเร็ว เพราะเขาหมั่นเพิ่มประสบการณ์ลองทำสิ่งใหม่ๆ

2. 'ยุคนี้การท่องเที่ยว ไม่ได้ทำให้เราจนลง ถ้าเรารู้จักแบ่งปันประสบการณ์' ..การเดินทางทำให้เราเห็นสิ่งต่างๆ มองโลกกว้างและเห็นโอกาสมากกว่าคนไม่ท่องเที่ยว แต่ทั้งหมดจะไม่มีประโยชน์เลย หากเราไม่แชร์ประสบการณ์และเรื่องราวเหล่านั้น ..ใช่!! เขียน Diary ท่องเที่ยวบน Internet ..เขียนเล่าประสบการณ์ผ่าน Blog ..แชร์ภาพถ่ายบนออนไลน์

3. 'คนเห็นค่าเราจากสิ่งที่เราทำ ..ต้องค้นหางานที่อยากทำจริงๆ' การค้นหาตัวเองในงานที่ทำเป็นเส้นทางที่ทุกคนต้องค้นหา ..ไม่ใครเจองานในฝันครั้งแรกที่สมัครงาน เราจะค่อยๆรู้จักตัวเองผ่านการทำงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ..อย่าหยุดค้นหา !!

4. 'คนฉลาดจะเปลี่ยนงานอดิเรกให้ทำเงิน และเปลี่ยนงานนั้นเป็นงานประจำในที่สุด' ..การเปลี่ยนงานอดิเรกให้สามารถทำเงินเป็นเรื่องที่คนฉลาดทำงาน สามารถทำได้ในยุคนี้

5. 'การสะสมอะไรบางอย่าง จะสอนเราเรื่องวิธีคิดของเศรษฐี' ..คนรวยทุกคนเป็นนักสะสมอะไรบางอย่าง เพราะมันสอนเรื่อง ความเชี่ยวชาญ และ สอนเรื่องความสม่ำเสมอ (คนส่วนใหญ่ ไม่มีความเชี่ยวชาญ แถมมีความอดทนต่ำ)

6. 'ยุคนี้อย่าทำงานที่เรารู้สึกสบายนานเกินไป ..จุดที่อึดอัด คือ การเติบโต' ..คนส่วนใหญ่วิ่งหางานที่สบาย คำแนะนำของผมคือ อย่าอยู่ตรงนั้นนาน เพราะจุดที่เราอึดอัด มันสอนให้เราเติบโต

7. 'หนังสือที่เปลี่ยนชีวิตเรามักเป็นหนังสือที่เราไม่เคยคิดจะอ่าน' ..ลองหยิบอ่านหนังสือที่เราไม่คิดจะอ่าน ..คุณจะได้ Idea ใหม่ๆ ที่คุณไม่เคยคิดมาก่อน

8. 'อาจารย์ที่ดี อาจไม่ได้อยู่ในจุดที่คุณอยู่' ..ยุคนี้การหาอาจารย์เก่งๆในเรื่องต่างๆ ไม่ใช่เรื่องยาก อาจารย์ที่ดีอาจอยู่คนละธุรกิจกับเราก็ได้ 'เปิดใจเรียนรู้' ..หมั่นสะสมความรู้ ในเวลาว่าง มันจะเปิดประตูเราสู่โอกาสใหม่ๆ และเพื่อนใหม่ๆ

9. 'เงินไม่ได้วิ่งเข้าหาคนที่ทำงานหนัก แต่มันวิ่งเข้าหาคนที่เปลี่ยนอะไรบางอย่างในองค์กร'(คนที่เห็นโอกาสมากกว่าคนอื่น คือคนที่ทำงานเพื่อเปลี่ยนชีวิตผู้คน) ..อย่าเอาแต่เน้นจำนวนงาน แต่ให้มุ่งที่การเปลี่ยนแปลง และ ผลลัพธ์

10. 'ทำให้นายคุณเจริญ' ..คุณจะเติบโตถ้าหัวหน้าเห็นค่าในสิ่งที่คุณทำ ...ผมจะเปลี่ยนงานหากนายไม่เห็นค่าในสิ่งที่ผมทำ ...เป้าหมายของการทำงานคือทำให้นายคุณเจริญ สร้างผลงานให้นายของคุณ แล้วคุณก็จะได้ทุกสิ่งที่คุณต้องการ

ยุคนี้บริษัทไม่ต้องการคนทำงานหนัก เพราะสิ่งนั้นจะถูกแทนด้วยเครื่องจักรและหุ่นยนต์ในไม่ช้า

..บริษัทต้องการการเปลี่ยนแปลง สิ่งใหม่ และ ความใส่ใจในสิ่งที่เราทำ

นี่คือ ยุคของ Work = Passion และ เราเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงและกำหนดชีวิตของเราเอง !!

ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

Cr. Pawawit Stock Comment

www.stock2morrow.com/course/

ทำไมคนที่เหนื่อยคือผม ??

ทำไมคนที่เหนื่อยคือผม แต่คนที่ร่ำรวยกลับเป็นท่าน ??


บริษัท Foxconn ที่เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดในโลก สัญญาตไต้หวัน โดยมี CEO ที่เป็นชายที่ชื่อว่า Terry Gou เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับ 4 ของไต้หวันด้วยมูลค่าทรัพย์สินสูงถึง 6.7 พันล้านเหรียญ

เรื่องมันเริ่มอย่างนี้คับ ในงานประชุมประจำปีของบริษัท มีวิศวกรท่านหนึ่งได้ถามในที่ประชุมใหญ่ด้วยคำถามที่พนักงานหลายๆคนไม่แม้แต่จะคิด

วิศวกรคนนั้นถามว่า.....
"ทำไมคนที่เหนื่อยคือผม แต่คนที่ร่ำรวยกลับเป็นท่าน ??"

จะลองเดากันหน่อยไหมคับว่า CEO ที่ชื่อ Terry Gou จะตอบว่าอะไร

Terry Gou ตอบคำถามนี้ได้อย่างน่าสนใจและอธิบายให้เห็นภาพด้วย 3 คำตอบดังนี้

เขาตอบว่า..."คุณกับผมนั้น แตกต่างกัน 3 อย่าง"

อย่างแรก.." 30ปีก่อน ตอนที่ผมกำลังก่อตั้งบริษัท ผมต้องใช้บ้านและครอบครัวเป็นเดิมพัน แต่พวกคุณใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที่ส่งใบสมัครงาน จากนั้นก็ได้เข้ามาทำงาน และก็สามารถเดินออกไปจากที่นี่เมื่อไร่ก็ได้
ผมกับคุณต่างกันตรงที่...."ผมสร้างงาน แต่คุณแค่ทำงาน !!"

อย่างที่ 2 "ผมต้องเลือกที่จะเชื่อมโยง product โดยเป็น partner กับ apple เพราะผมเป็นคนที่ต้องเลือกตัดสินใจก่อนเสมอๆ ส่วนพวกคุณ จะมาจากการคัดสรรของคนอื่นโดยดูจากประสบการณ์และการสอบคัดเลือก"

ผมกับคุณต่างกันตรงที่..."ผมเป็นคนเลือก แต่คุณเป็นคนที่ถูกเลือก !!"

อย่างที่ 3 "ผมใช้เวลา 24 ชั่วโมงในการคิดหาวิธีสร้างผลกำไร เพราะการตัดสินใจแต่ละครั้ง จะส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นและพนักงานมากกว่าหมื่นคน ในขณะที่พวกคุณคิดแต่เพียงว่าจะทำอย่างไรจะดูแลครอบครัวของตัวเองให้ดีเท่านั้น"

ผมกับคุณต่างกันตรงที่.. "ผมรับผิดชอบในเรื่องใหญ่ แต่คุณรับผิดชอบแค่เรื่องเล็ก !!"

ประเด็นที่ผมอยากจะบอกกับทุกท่านก็คือ.."คนที่ประสบความสำเร็จเค้าต่างจากเราเพียงแค่เรื่องเดียว เรื่องนั้นก็คือ " วิธีคิด !! "

-------------------------

"เขาคิดเรื่องใหญ่ พวกเขาสร้างงาน ไม่ใช่แค่ทำงาน 

เขากล้าที่จะเป็นผู้เลือกหรือผู้ตัดสินใจก่อนเท่านั้น เพราะเขาเชื่อว่า การตัดสินใจที่เลวร้ายที่สุด คือ การไม่ตัดสินใจ !! 

และ เขากล้าที่จะเข้าไปรับผิดชอบในทุกๆสิ่ง และมักที่จะเลือกรับผิดชอบสิ่งที่ใหญ่เสมอๆ 

-------------------------

ขอขอบคุณเจ้าของภาพและเรื่องราว
Cr. Forwarded Line

'ทำไมบางคนเขาอยู่เฉยๆไม่ต้องทำงาน ?'



ไม่ !! ผมไม่ได้พูดถึงคนที่พ่อแม่รวยจนไม่ต้องทำอะไร ..ผมกำลังพูดถึงคนที่ไม่ได้เกิดมารวย แต่ Selfmade สร้าง 'อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำงานขึ้นมาด้วยตัวของเขาเอง'

มันมีความแตกต่างระหว่าง 'หนึ่ง' ภาพของคนรวยที่ทำงานหนักไม่มีเวลาให้ตัวเอง ไม่มีเวลาให้ครอบครัว ..กับ 'สอง' ภาพของคนที่ไม่ได้ทำอะไร ไม่มีกิน แร้งแค้น อยู่เฉยๆ ว่างมาก -- 'ก่อนหน้านี้มันให้เราต้องเลือกว่า เราจะเอาแบบ หนึ่ง หรือ สอง'

โลกยุคก่อนเป็นแบบนั้นจริงๆ ถ้าคุณจะรวยคุณต้องเข้าเมือง ต้องมาทำงานในเมืองใหญ่ๆ มันคือ ภาพของ Urbanization เราเจริญโดยการขยายตัวของเมือง ...แต่เดี๋ยวนะ!! วันนี้คุณเห็นภาพแบบนั้นหรือเปล่า -- สิ่งที่ผมเห็นมันกำลังกลับข้างกัน ผมเห็นคนเก่งหลายๆคนที่วิ่งตรงข้าม เขาเลือกออกไปอยู่นอกเมือง เลือกทำงานผ่านออนไลน์มากขึ้น เข้าเมืองเท่าที่จำเป็น ..ด้วยเงินที่เท่ากัน เขาเลือกบ้านเดี่ยวนอกเมือง แทนคอนโดติดรถไฟฟ้า

เขาเลือกขับรถคันใหญ่ แทนการใช้ Eco Car .. เขาเลือกทำงานออนไลน์ มากกว่าการนั่งในตึกระฟ้า !!

สิ่งมี่ผมพูดมา ในอดีตมันเป็นไปไม่ได้ ..ถ้าเลือกจะ 'ติส' ก็จน แต่เดี๋ยวนี้ 'ติส' แล้วอยู่ได้ มีกินได้ มีชีวิตที่ดีได้

ยุคนี้เราเห็นคนที่เหมือนจะไม่รู้ว่าเขาทำมาหากินอะไร แต่ทำไมเขามีเงิน มีชีวิตที่ดี -- โลกมันเปลี่ยนแล้วครับ เปลี่ยนจาก Industrial Age มาสู่ Information Age

ลองเปิดใจเรียนรู้สิครับ เราจะพบว่า

- ทำเล 'Location Location Location' อาจไม่ดีเท่า มีลูกค้าอย่าง Amazon , Alibaba ..ที่ดินสุดแพง ต้นทุน ..บางคนเลือกที่จะสั่งออนไลน์ (ไม่ใช่ทุกอย่างจะออนไลน์ แต่หลายๆอย่างจะย้ายไปบนนั้นแทน แหละนั่นก็คือโอกาสเจ๊ง และรวยของหลายๆอย่าง)

- การเป็นเจ้าของโรงงานสร้างความร่ำรวยให้ยุคอุตสาหกรรม แต่วันนี้ทุกโรงงาน แข่งกันลดต้นทุนหาทางรอดของตัวเอง ..Nike และ Apple ไม่มีโรงงานของตัวเอง ทำให้เลือกโรงงานไหนก็ได้ ที่ดีกว่า ถูกกว่า ..กำไรของโรงงานทั้งหมด รวมทั้งอำนาจต่อรองของโรงงานย้ายมาอยู่ที่เจ้าของสินค้าแทน

โลกเปลี่ยนเร็วจริงๆ โดยเฉพาะเวลานี้และอีก 1-2 ปีข้างหน้า 

ก่อนจะคุยกันไปไกลกว่านี้ ผมอยากเสนอสิ่งที่อยากให้ทุกคนมอง 'การหาเงิน' ใครๆก็หาเป็น ..แต่ 'การวางเงินทำงาน' มีเฉพาะคนรวยและคนที่มีชีวิตที่ดีเท่านั้นที่ทำเป็น

มันหมดยุคแล้วที่ การออมหรือการฝากเงิน มันทำงานให้เรา ...ยุคนี้ การวางเงินทำงาน ต้องเข้าใจหลักการของความเสี่ยง และ การลงทุนอย่างเข้าใจจริงๆ

'ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ สินค้าเช่นหุ้น อสังหา แต่ความเสี่ยงอยู่ที่ความรู้ ..คนรวยออมในหุ้นคือ ซื้อแล้วถือเฉยๆ แล้วรวยขึ้น ..มันคือ คนเหล่านี้ทำสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองว่าเสี่ยงมาก แต่ผลลัพธ์มันบ่งบอกว่า คนส่วนใหญ่คิดผิด เข้าใจเรื่องความเสี่ยงผิด'

ความเสี่ยง เกิดจากคุณไม่มีความรู้ในสิ่งที่ทำ 

'ยุคนี้ ความรู้ คือ สิ่งที่ทุกคนควรให้ค่า และใส่ใจที่จะพัฒนา' 

-- ความรู้ คือ การลงทุนอย่างนึงที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามาก 

..education จะเปลี่ยน / Investment จะเปลี่ยน / Work จะเปลี่ยน / ...

..ลองเปิดใจดูครับ

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม #ออมในหุ้น

ทำไมต้องใช้รถยนต์ ?


หลังจากดูสารคดีชีวิต Henry Ford ทำให้ผมมาศึกษาชีวิตเขามากขึ้น ..ผมว่า มันมีหลายอย่างเลยที่คล้ายกับ Steve Jobs

แต่ต่างกันตรง Ford ไม่ได้โดนไล่ออกจากบริษัทตัวเอง เหมือนที่ Steve Jobs โดนไล่ออกจาก Apple ..ซึ่งจุดนั้นน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Steve Jobs สามารถสร้าง Apple ได้ยิ่งใหญ่จากการกลับเข้าไปใหม่

ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของความสำเร็จก็คือ ตัวเราเอง 

เอาล่ะ มาดูกันว่า 'ทำไมเราต้องใช้รถยนต์' ...เอาจริงๆ ถ้าเราไม่ต้องใช้รถยนต์ เราอาจทำหนักน้อยลงได้นะ เพราะไม่ต้องหาเงินมาซื้อและดูแลรถ ทำให้คนส่วนใหญ่รวยได้มากขึ้น -- 'แต่มันต้องใช้ไง จบไหม?' ฮึม ใช้ก็ได้จ๊าาา !!

ผมว่าวันนี้ คำถามมันมาที่ 'ทำไมเราต้องใช้ iPhone ?' ตอนนี้ iPhone เป็นเจ้าตลาดของ Smartphone คล้ายๆ ที่ Ford เคยเป็นเจ้าตลาดรถยนต์ แล้วกำลังจะลดลงเรื่อยๆ คล้ายๆ กัน 

Henry Ford ใช้กลยุทธ์ขายรถ Ford ราคาถูกที่สุด ..แต่ Steve Jobs ใช้กลยุทธ์ขาย Premium ตั้งราคา iPhone ไว้สูง ให้คนปีนขึ้นไปซื้อ ทั้งที่ต้นทุนถูก ผลิตจากจีน -- น่าคิดไหมครับว่า ผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างไร ? (ตกลงคนชอบของถูกหรือแพง ..ไม่รู้ Steve คิดยังไง?)

คำถามต่อไป ผมว่า ทำไมคนรวยต้องมีเครื่องบินส่วนตัว ? ...แล้วเมื่อเครื่องบินถูกจนทุกคนซื้อได้ (แต่ต้องไม่ใช่เครื่องบินแบบที่เราใช้ปัจจุบันนะ มันยัง Mass ไม่ได้) -- เมื่อนั้นเราคงมานั่งถามกันว่า ...ทำไมทุกคนต้องมีเครื่องบินส่วนตัว ?

วันนี้เราเปลี่ยนจากคำถาม ทำไมทุกคนต้องมีรถยนต์ เปลี่ยนมาถามว่า ทำไมทุกคนต้องมี Smartphone แทน ?

เอาแค่นี้เราก็รู้แล้วว่า ต่อไปเราต้องไปทำธุรกิจอะไรรวย

ยุค 'รถยนต์' ต้องทำโรงงาน , ทำก่อสร้าง , ยางมะตอย เมือง การเดินทาง โรงแรม  ร้านอาหาร เป็น Free Range Urbanization !!! 

ยุค 'Smart Phone' ต้องไปทำ Online Infrastructure ..ง่าย เร็ว ดี -- สินค้าและบริการ ต้องง่าย เร็ว ดี '3 นาทีจบ' ..ส่วนถูก จับ Mass ..แพง จับ Niche

คนจะนั่งอยู่บ้านนอกเมือง ทำงานผ่านออนไลน์ ประชุมออนไลน์ ..มาเจอหน้ากันตามร้านกาแฟ หรือ co-working location ที่บริษัทเช่าไว้แทน Office ...คนที่ทำงานที่ต้องทำใน Office หรือ อยู่หน้าร้าน ก็ต้องเป็น Cityman อยู่ห้องเล็กๆ ใช้ Public Transport ใช้ชีวิตมนุษย์เมือง

ส่วนพวกพนักงาน Free Range ก็ไปอยู่นอกเมือง มีชุมชนของตัวเอง ..

โลกเปลี่ยนแน่นอน ...Smartphone และ ออนไลน์ กำลังเปลี่ยนชีวิตผู้คน เหมือนที่ 'รถยนต์และถนน' เคยเปลี่ยนโลกก่อนหน้านั้น

เราจะเห็นโอกาสเมื่อเราเข้าใจ Tipping point ...การจุดประกายความเปลี่ยนแปลง ไม่ไกลแล้ว ต้องพร้อมรับมือครับ !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม #ออมในหุ้น #TheStockBlueprint

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

:: วิธีใช้วันหยุดแบบคนที่ประสบความสำเร็จ ::


.
1. Robert Iger : ตื่นแต่เช้า
CEO ของดีสนีย์คนนี้ไม่ได้เป็นผู้บริหารคนเดียวที่ตื่นในเวลา 4:30 น.ของทุกๆเช้า คนที่ประสบความสำเร็จ จะไม่ยอมนอนอยู่บนเตียงจนถึงเวลาบ่าย 2 ในวันอาทิตย์ หรือแม้กระทั่ง 11 โมง จากการศึกษาพบว่าสมองของเราจะเฉียบแหลมที่สุดในช่วง 2.30 – 4 ชั่วโมงหลังจากตื่นนอน จงตื่นเช้าในวันหยุดและปล่อยให้สมองทำงานไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
.
2. Benjamin Franklin: วางแผน
บิดาผู้ก่อตั้งคนนี้ได้ถามคำถามกับตัวเองทุกๆเช้าว่า "ฉันจะทำสิ่งดีๆอะไรในวันนี้?" คนที่ประสบความสำเร็จ จะรู้ถึงความสำคัญของเป้าหมายในแต่ละวัน ไม่เว้นแม้กระทั่งวันหยุด แน่นอนว่าพวกเขาสามารถหาเวลาสำหรับการฟื้นพลังได้ แต่คุณไม่จำเป็นต้องเป็นประธานาธิบดีเพื่อจะเรียนรู้ว่าการอู้งานไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
.
3. Timothy Ferris : อย่าทำหลายสิ่งพร้อมๆกัน
การทำหลายสิ่งพร้อมๆกันช่างเป็นอะไรที่เก่าเหลือเกิน อาจเป็นเรื่องยั่วยวนที่จะทำภารกิจในวันหยุดให้มากที่สุดด้วยการวิ่งออกกำลังกาย ไปพร้อมๆกับการโทรศัพท์และเล่นเฟซบุ๊ค แต่คนที่ประสบความสำเร็จจะรู้ว่าการกระทำนี้จะลดประสิทธิภาพของสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ จงอยู่กับปัจจุบันขณะในทุกๆกิจกรรมที่คุณทำ ตั้งเป้าหมายสิ่งที่ต้องทำอย่างมากที่สุดแค่ 2อย่างในแต่ละวันเพื่อทำให้คุณภาพและเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน
.
4. Anna Wintour : ตื่นตัวอยู่เสมอ
บรรณาธิการบริหารของนิตยสารโว้กจะเล่นเทนนิสเป็นเวลา 1 ชั่วโมงในทุกๆวัน นอกจากนี้ Richard Branson ยังทำให้ตัวเองตื่นตัวอยู่เสมอด้วยการเล่นไคท์เซิร์ฟ และมหาเศรษฐชาวอินเดียก็เป็นนักวิ่งมาราทอนตัวยงเช่นกัน คนที่ประสบความสำเร็จ
รู้ถึงความสำคัญของการกระตุ้นร่างกายเพื่อกระตุ้นสติปัญญา แม้ในวันหยุด นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยลดผลกระทบอาหารที่คุณได้ทานอย่างเต็มที่ในวันหยุดอีกด้วย
.
5. Steve Jobs : จัดลำดับความสำคัญ
"สิ่งต่างๆไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโลก เพื่อจะเแสดงความสำคัญ" วันหยุดคือเวลาสำหรับเตือนตัวเองถึงสิ่งเล็กๆที่หลงลืมไป เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน จงตรวจสอบและตั้งค่าชีวิตใหม่ถ้ามันจำเป็น ใช้เวลาอยู่กับเพื่อน, ลูกๆ หรือคนรักอาจไม่ได้เพิ่มประโยชน์โดยตรงหรือนำคุณไปสู่แสงสว่าง แต่มันก็ไม่ได้ทำให้สิ่งเหล่านั้นสำคัญน้อยลง แม้กระทั่งประธานาธิบดีคนปัจจุบันของอเมริกาก็ยังหาเวลาทานอาหารค่ำกับครอบครัวเลย
.
6. Warren Buffett : หาเวลาสำหรับงานอดิเรก
แม้ว่าเขาจะถูกมองว่าเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในศตวรรษที่ 20 แต่เวลาในยามว่าง เขามักจะเล่นอูคูเลเล่ คนที่ประสบความสำเร็จ บ่อยครั้งเป็นคนที่น่าสนใจและงานอดิเรกของพวกเขาก็น่าสนใจพอๆกัน แน่นอนว่าการออกไปตีกอล์ฟในวันเสาร์อาจเป็นวิธีที่ดีสำหรับการสร้างเครือข่ายและโอกาสทางธุรกิจ แต่กิจกรรมที่ทำคนเดียวเช่น การถักนิตติ้งของ Meryl Streep หรือการวาดภาพสีน้ำมันของ George W. Bush  จะช่วยนำไปสู่ความสำเร็จด้วยการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และปลดปล่อยความเครียด
.
7. Oprah: ฝึกฝนความสงบ
"คนดังที่ทรงพลัง" ของปี 2013 โดยฟอร์บคนนี้ จะหาเวลาเพื่อนั่งเงียบๆเป็นเวลา 20 นาที วันละ 2 ครั้ง เคล็ดลับสุดยอดของโยคีนี้ได้กลายเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในปัจจุบัน แม้ในกระทั่งในโลกของธุรกิจก็ยังรู้ถึงประโยชน์
ของการนั่งสมาธิและการวิปัสสนาเพื่อลดความเครียด เพิ่มผลิตภาพ กระตุ้นความสร้างสรรค์ และรักษาความอยู่ดีมีสุข แม้ว่าวันหยุดอาจดูยุ่งกว่าวันทำงานด้วยภารกิจมากมายทั้งงานบ้าน, การออกกำลังกาย, การพบปะครอบครัว, การพบปะในสังคมและอื่นๆอีกมากมาย คนที่ประสบความสำเร็จจะหาเวลาสำหรับความสงบเสมอ แม้ในวันหยุดก็ตาม 
.
8. Randi Zuckerberg: ลืม FOMO แล้วต้อนรับ JOMO
เราทุกคนล้วนทำสิ่งเดียวกัน โพสต์รูปภาพสนุกๆในวันหยุดที่เต็มไปด้วยฟิลเตอร์ ตามกดไลค์หรืออิจฉาเพื่อนในโซเชียลมีเดีย และเข้าสู่ยุคแห่ง FOMO (fear of missing out) หรือการกลัวการตกกระแส 
ในขณะที่ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Zuckerberg Media ได้กล่าวไว้ว่าคนเราควรจะสนใจ JOMO (the joy of missing out) หรือความสุขในการตัดขาดโซเชียลมีเดียมากกว่า คนที่ประสบความสำเร็จมักจะชอบแข่งขันและประสบความสำเร็จโดยธรรมชาติ การฝึกฝนความคิดแห่งความซาบซึ้งใจและต่อต้านโซเชียลมีเดียที่นำไปสู่การเป็น FOMO คือหัวใจของวันหยุดที่มีความสุข และความสุขนั่นแหละคือเครื่องหมายที่แท้จริงของความสำเร็จ
.
9. Bill Gates: หาเวลาเพื่อสะท้อนกลับ
ผู้ก่อตั้งบริษัท Microsoftได้กล่าวไว้ว่า  "การฉลองความสำเร็จเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการระมัดระวังบทเรียนจากความผิดพลาด“ การสะท้อนกลับควรเป็นการฝึกฝนประจำวัน แต่วันหยุดก็เป็นโอกาสที่เหมาะสำหรับถอยออกมาและมองภาพสะท้อนของบทเรียนในสัปดาห์ที่ผ่านมา และทำให้สัปดาห์ต่อๆไปดีกว่าเก่า ลองเขียน"บันทึกประโยคเดียว"เพื่อส่งเสริมภาพสะท้อนในแต่ละวัน และใช้วันเสาร์หรืออาทิตย์เพื่อดึงช่วงเวลาตลอดสัปดาห์กลับมาอีกครั้ง
.
10. Richard Branson: ให้กลับคืน
Richard Branson ได้กล่าวไว้ว่า "น่าทึ่งมากที่การโฟกัสสติปัญญาของคุณไปที่ปัญหาต่างๆเช่นสุขภาพ, ความขาดแคลน,  การอนุรักษ์ธรรมชาติ, การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ สามารถช่วยเพิ่มพลังความคิดให้กับส่วนอื่นๆได้" คนที่ประสบความสำเร็จเห็นด้วยกับ Anne Frank ที่บอกว่า "ไม่มีใครยากจนจากการให้" 
.
Tom Corley ได้ศึกษาคนรวยมากมายมากว่า 5 ปีก่อนจะเขียนหนังสือของเขา เขาพบว่า 73% ของคนรวยจะทำงานอาสาเป็นเวลา 5 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นในแต่ละเดือน ไม่มีอะไรที่ช่วยเติมมุมมองของคุณและลดความเครียดได้ดีกว่าการช่วยเหลือคนด้อยโอกาส ช่วงเวลาวันหยุดเป็นเวลาที่ดีที่จะมีส่วนร่วมกับกิจกรรมอาสาในชุมชน
.
11. Jack Dorsey: เตรียมความพร้อมสำหรับทั้งสัปดาห์
ผู้ก่อตั้ง Twitter ที่เป็นที่รู้จักดีว่าเขาทำงานกว่า 16 ชั่วโมงตั้งแต่วันจันทร์ - ศุกร์ บอกว่า "วันเสาร์คือวันหยุด สำหรับออกไปปีนเขา และวันอาทิตย์คือวันสำหรับมองภาพสะท้อน, วางแผน และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับสัปดาห์ใหม่ ลืมวันอาทิตย์อันแสนเศร้าไปได้เลย เพราะคนที่ประสบความสำเร็จต่างรู้ว่าวันหยุดคืออาวุธลับสำหรับความสำเร็จ คือคุณต้องเตรียมให้วันจันทร์พร้อมที่สุด
.
12. Jay Z: ตามแรงผลักดันให้ทัน
- [ ] Jay Z เป็นที่รู้จักดีในฐานะศิลปินเพลงแร็พและนักลงทุนทางการเงิน ความลับทั้งหลายของเขาอยู่ในเนื้อเพลงที่กล่าวว่า "คุณต้องการความสำเร็จได้มากเท่าที่คุณต้องการ, แต่การจะได้มันมานั้น, คุณไม่สามารถลังเล, คุณไม่สามารถเถลไถล, คุณไม่สามารถนอนหลับได้, จงลืมตาข้างหนึ่งอย่างแท้จริงเสมอและตลอดไป" Jay Z ไม่ได้มีทรัพย์สิน 520 เหรียญสหรัฐฯ มาจากการนั่งต้องการมันเฉยๆหรอก

การหาพลัง คือ หาจุดที่เราภูมิใจ



คุณเคยเป็นไหม โคตรท้อเลย ตังค์ก็ไม่มี งานที่ทำก็เซ็ง ชีวิตก็น่าเบื่อ โอกาสในชีวิตก็มองไม่เห็น แล้วเศรษฐกิจแย่ หุ้นก็ตก จิตตก ๆๆๆ

วิธีแก้ก็คือ ?

'คิดหาจุดที่เราภูมิใจ -- เราน่ะ ใช้ชีวิตเพื่อตัวเราเองนะ เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทาสใคร หรือ ใช้ชีวิตเพื่อสนองความต้องการใคร'

คุณรู้ไหมปัญหาใหญ่สุดของโลกวันนี้ คือ  เราเอาตัวเองไปผูกกับมุมมองของคนอื่น

เราแคร์มาก ว่าคนอื่นคิดต่อเรายังไง ..เราต้องใช้แบรนด์นี้ไม่งั้นคนอื่นจะมองว่าเรากระจอก , เราต้องกินกาแฟอันนี้ , เราต้องไปเที่ยวที่นี่ , ต้องทำงานแบบนี้ -- คือ พูดง่ายๆ ว่า เราทำงานหนักหาเงิน เพื่อซื้อสิ่งที่คนอื่นมองว่าดูดี 

ทั้งหมด คือ 'การเอาค่านิยมของทุนนิยมสุดโต่งมาใส่หัวเรา' ข้อเสียคือ

1. เสียตัวตน หาตัวเองไม่เจอ ไม่รู้ว่าจริงๆ เราเก่งอะไร หรือ ไม่รู้แม้แต่เราชอบทำอะไร ..เพราะเราเอาเงินเป็นตัวตั้ง ชีวิตจึงทำในสิ่งที่เงินเยอะ แม้ไม่ชอบ สุดท้ายพังครับ

2. เราซื้อของสิ้นเปลืองไปเพื่อโชว์คนอื่น ส่วนใหญ่เราซื้อของแพงเพื่ออวดคนที่เราไม่ชอบ ทำให้สุดท้ายเราซื้อของที่เราไม่ได้ต้องการจริงๆ 

3. เราไม่มีเวลาให้ตัวเอง และไม่มีเวลาดูแลคนที่เรารัก เพราะงานที่เงินเยอะ(ที่เราไม่ชอบ) มันดูดเวลาและวิญญาณทั้งหมดที่เรามี ..ผลคือ สุขภาพแย่ และคนที่เรารักเริ่มไม่เข้าใจเรา

4. ความเครียดที่สะสม จากการทนทำสิ่งที่ไม่ชอบ เพียงเพื่อหาเงินมาซื้อของโชว์คนที่เราไม่ได้รัก มันโคตรเครียด เหมือนชีวิตว่างเปล่า ...สุดท้ายเราจะเป็นมนุษย์ทุนนิยมอีกคนที่ไม่เคยสร้างผลงาน เพราะเราแค่ทำงานหาเงินไปวันๆ 

ผมจะบอกคุณว่า คนที่เข้าใจทุนนิยมจริงๆ ผู้ยิ่งใหญ่ และเศรษฐีรุ่นใหม่ เขาใช้ชีวิตตรงข้ามกับ 4 ข้อด้านบน

1. เราเริ่มค้นหา Passion ของตัวเองให้เจอเป็นอย่างแรก ..การทำงานในช่วงเริ่มต้นของชีวิต การเป็นลูกจ้าง หาประสบการณ์จากบริษัทเล็ก และใหญ่ ทำเพื่อหา Passion ไม่ได้ทำเพื่อหาเงิน

2. เมื่อเจอ Passion แล้ว เขาจะปั้นให้สิ่งนั้นเกิดเป็นจริง เช่น เริ่มธุรกิจที่เป็นตัวเรา โดยเริ่มในเวลาว่างก่อน แล้วเมื่อสิ่งนั้นเริ่มอยู่ได้ ค่อยออกมาทำเต็มตัว

3. หาทีม หาคนที่มี Passion เหมือนเรามาร่วมสร้างฝันเราให้เป็นจริง 

4. ผลงานที่เกิดขึ้นจากการทำ 4 ข้อนี้ จะได้ทั้ง 'ผลงาน' (ที่เรารักจริงๆ) และ ได้เงินได้ความรวยเป็นผลตอบแทน

จะเห็นว่าคนที่สำเร็จ เอา 'ฝัน' ไว้ข้างหน้า เอา 'เงินไว้ข้างหลัง'

แต่คนส่วนใหญ่ เอา 'เงิน' ไว้ข้างหน้า เอา 'ฝัน' ไว้ข้างหลัง

แล้วคุณล่ะ กำลังทำแบบไหนอยู่ ...?

- [ ] #ภาววิทย์กลิ่นประทุม

10 อาชีพที่ทำรายได้สูงที่สุดในยุคนี้

10 อาชีพที่ทำรายได้สูงที่สุดในยุคนี้ ...รีบฝึก !!

เรียกภาษาชาวบ้านว่า 'อาชีพที่น่าส่งลูกเรียน เป็นอาชีพที่น่าคบหา'

ไม่!! มันไม่ได้เป็นอาชีพในแบบที่แบ่งกันทั่วไป เช่น หมอ , พยาบาล , คนขับยานไปดาวอังคาร หรือ กัปตันเครื่องบิน

แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในยุคต่อไปคือ 'เส้นแบ่งของคำว่าอาชีพหายไป' แต่สิ่งที่เอามาใช้แบ่งรายได้คือ 'ทักษะ' -- ใช่!! รายได้ของคนยุคต่อไปจะถูกแบ่งจาก 'ทักษะ' ไม่ใช่ 'อาชีพ' ดังนี้

1. ทักษะการใช้ภาษาที่สาม ..ยุคก่อนเขาให้ค่าคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ แต่วันนี้ภาษาอังกฤษเป็นเพียงพื้นฐานที่ต้องมี ..เขาจึงให้ค่าภาษาที่สาม

2. ทักษะการทำงานร่วมกับมนุษย์ ..ยุคนี้คนคุ้นเคยกับเครื่องจักรมากกว่ามนุษย์ ทักษะการทำงานปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์จึงมีค่ามากขึ้น ..นี่คือ การติดต่อ ประสาน และการทำงานกับคน

3. ทักษะความเชี่ยวชาญ ..เรียนสาขาไหนเริ่มไม่สำคัญเท่าเชี่ยวชาญอะไร ..ยิ่งเชี่ยวชาญรายได้ยิ่งเพิ่ม 

4. ทักษะความเป็นผู้นำ ..ยุคนี้สังคมเต็มไปด้วยผู้ตาม เราถูกสอนให้คิดตาม ทำตาม เดินตาม ..วันนี้บริษัทต่างๆ จึงหันมาให้รางวัลกับคนที่กล้าเดินนำ คิดนำ 

5. ทักษะการใช้ออนไลน์ ..พูดถึงออนไลน์คือการประหยัดต้นทุน รวมทั้งการเพิ่มโอกาสในทุกงานที่ทำ ..การรู้วิธีนำออนไลน์มาใช้ปรับปรุงงานที่ทำจึงมีคุณค่า

6. ทักษะการพูดในที่สาธารณะ ..อันนี้คือเรื่องน่าอึดอัดสำหรับคนส่วนใหญ่ มันจึงเป็นทักษะที่ฝึกฝนได้และแยกเราให้แตกต่าง 

7. ทักษะการพัฒนาความรู้ตัวเอง ..คนทั่วไปเมื่อเรียนจบจะหยุดเรียนรู้ทันที เหมือนคอมพิวเตอร์ท่ีไม่เคย upgrade software โคตรล้าสมัย ..ยุคนี้จึงให้ค่ากับคนที่รู้จักวิธีพัฒนาความรู้ตัวเอง

8. ทักษะการขาย ..การขายไม่เคยมีสอนในโรงเรียน แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในการทำงานหาเงิน ..คนฉลาดจะฝึกขายของตั้งแต่ยังเด็ก ให้มันซึมซาบเข้าเส้น

9. ทักษะการฟัง ..สิ่งที่คนส่วนใหญ่ขาดในยุคนี้คือความสามารถในการฟัง ..ไม่มีใครทนฟังใครแล้ว ..การตั้งใจฟัง จึงเป็นทักษะที่สร้างเสน่ห์แล้วนำมาซึ่งความโดดเด่นให้คนที่รู้จักฟัง

10. ทักษะการตั้งเป้าหมายการเงิน ..อันนี้ก็ไม่เคยมีสอนในโรงเรียน คนส่วนใหญ่เรียนจบมาตามอาชีพแต่ไม่รู้วิธีตั้งเป้าหมายการเงินเลย มัวแต่คิดว่าทำงานให้ดีเดี๋ยวก้าวหน้าเงินมาเอง (มีแต่หนี้เท่านั้นครับที่จะมาเอง ท่องไว้เลย)

..หมดยุคแล้วที่การทำงานเรื่อยๆ จะพาเราไปสู่ชีวิตที่ดี - ยุคนี้ต้องฝึกตั้งเป้าหมายการเงินให้ตัวเองตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน และปรับเปลี่ยนเป้าหมายตามความจริง เช่น ภายใน 5 ปีจะออมในหุ้นให้มี Passive Income จากหุ้นที่ออมเดือนละ 20,000 บาท เป็นต้น 

เพราะถ้าไม่ตั้งเป้าหมายการเงิน ภายใน 5 ปี คุณจะกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกคนที่กำลังเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่หาทางใช้หนี้ไม่ได้ ...มีของที่ไม่ได้อยากได้จริงๆ กองทิ้งเต็มบ้าน ..และไร้เป้าหมายในชีวิต !!

โหดสัด!! ทางแก้ ก็คือ เริ่มแก้ไขวันนี้เลย ..เดินทีละก้าว แก้เลย เดินเลย 

Bill Gates คิดแบบคนรวย



'ในโลกนี้มีคนหนึ่งพันล้านคน ที่อยู่ด้วยเงินวันละ 2 เหรียญ ก็ประมาณ 60 บาท ...เขาทำอะไร อยู่ยังไง ? -- มีคนไปถาม Bill Gates คนที่ครองแชมป์รวยที่สุดในโลกตลอดกาลว่า ...ถ้าพี่ Bill ต้องใช้ชีวิตด้วยเงินวันละ 2 เหรียญ เขาจะทำอะไร อยู่ยังไง ?'

เดี๋ยว!! คุณลองคิดดูก่อนว่า ถ้าให้คุณอยู่ด้วยเงินวันละ 2 เหรียญ ...คุณคงตอบว่า ก็กินมาม่าไง (ใช่ไหมล่ะ..555 คิดเหมือนผมเลย)

 ...ไม่นั่นไม่ใช่การอยู่ เพราะเราไม่สามารถกินมาม่าทุกวัน 'ตัวเหลืองหมด!!' -- แต่คำถามต้องการ ทางออกของชีวิตว่า ถ้าไม่มีเงิน คุณจะเริ่มสร้างชีวิตด้วยอะไร ?

รู้ไหมว่า Bill Gates ตอบ ปั๊บ ทุกคน อึ้ง !! ...แต่มันทำให้เราหยุดคิดเพิ่มว่า ทำไมคนที่รวยที่สุดในโลกเขาคิดแบบนั้น !!

'เขาตอบว่า เขาจะเลี้ยงไก่' 

เลี้ยงไก่ !!! 

จริงดิ ...เพราะเขาบอกว่า ไก่ 10 ตัว ทุกๆ 3 เดือน จะเพิ่มเป็น 40 ตัว คือ 4 เด้งของการลงทุน ..ทำให้การลงทุนครั้งนี้เขาจะรวยขึ้น 16 เด้งทุกๆ ปี ...ไก่แต่ละตัวขายเนื้อได้ ขายไข่ได้ ขายไม่ได้ก็ไม่ต้องขาย กินไก่ กินไข่ไป ...แล้วถ้าเขาจริงจังกับการเลี้ยงไก่มากพอ เขาจะสร้างตัวได้ !!

ผมรู้เลยว่า ถ้าเกิดมีใครมาถามคุณธนินท์ เจ้าของ CP ก็คงได้คำตอบเดียวกัน

จากคำตอบครั้งนี้ของ Bill Gates เขาไม่ใช่แค่พูด แต่เขาให้มูลนิธิ Bill Gates & Melinda ทำการบริจาคไก่จำนวนมากให้กับคนด้อยโอกาสในแอฟริกาแบบจริงจัง ...เอาจริงว่างั้นเถอะ !!

ผมไม่ได้เอาบทความนี้มาชวนให้เลี้ยงไก่ แต่ผมอยากจุดประเด็นให้เห็นว่า แท้จริงแล้วโอกาสอยู่ที่ใดก็ได้ หากเรานั่งคิดแบบจริงจังในเรื่องใดเรื่องนึง จากนั้นก็ลงมือทำ

สุดท้ายคนในแอฟริกาทุกคนคงไม่ได้เลี้ยงไก่ขาย แต่มันจุดประกายให้คนด้อยโอกาสสามารถเห็นได้ว่า เขาสามารถเปลี่ยนชีวิตตัวเอง เพียงแค่เขาลุกขึ้นมาศึกษาและจริงจังกับการทำอะไรบางอย่าง

'นี่แหละเปลี่ยนโลก ...ใช้ความคิดเล็กๆ ต้นทุนต่ำ ใครทำก็ได้ จุดประกาย แล้วชี้นำสู่การปฎิบัติ แค่นี้ก็เปลี่ยนโลกแล้ว' ...คุณว่าไหม

ดอกเบี้ยเงินฝาก 0%


จะใช้ชีวิตอย่างไร ในยุคดอกเบี้ยเงินฝากสูงสะใจ 0%


โอวว.. ต้องไปดูว่า ประเทศที่ดอกเบี้ยเงินฝาก 0% แบบญี่ปุ่นเขามีชีวิตกันอย่างไร ..ประเทศไทยซึ่งโดยรวมเรารวยน้อยกว่าเขา ก็อาจจะลำบากกว่าญี่ปุ่นอีกสักหน่อย ดังนี้

1. 'คนสูงอายุอาจต้องกลับมาทำงาน' ในญี่ปุ่นเราจะเห็นคนสูงอายุที่เดิมทีมีเงินเก็บ แต่พอเงินฝากไม่มีดอกเบี้ยก็เลยใช้จ่ายกินเงินก้อนหมดไปเรื่อยๆ ..คิดในแง่ดีก็คือได้ออกกำลังกายร่างกายแข็งแรง

2. 'เงินเฟ้อแฝงจะสูงขึ้นอีก' หลายคนไม่ทราบว่าเงินเฟ้อแฝงก็คือ 'ค่าครองชีพ' การที่ดอกเบี้ยเงินฝากไม่มี ไม่ได้แปลว่า ค่าครองชีพจะไม่เพิ่ม ..มันแปลว่า ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นเสมอ เงินที่เรามีจะซื้อของได้น้อยลงเรื่อยๆเสมอ และ ไม่สามารถฝากเงินกินดอกแบบคนในยุคก่อน

3. 'อิสรภาพทางการเงินจะเริ่มไกลเกินเอื้อมสำหรับคนทั่วไป' เราคุยเรื่องอิสรภาพทางการเงินคือมี Passive Income มากกว่าค่าใช้จ่าย โดยที่เราไม่ต้องทำงาน ..ซึ่งเดิมทีการฝากเงินธนาคารก็ยังพอมีดอกเบี้ยบ้าง แต่ยุคต่อไปถ้าเราลงทุนไม่เป็น หรือ ออมในหุ้นปันผลไม่เป็น เราอาจต้องทำงานจนตาย ไม่มีคำว่าอิสรภาพทางการเงิน

4. 'คนจะใช้จ่ายน้อยลง เงินจะหายากขึ้น' ถ้าดอกเบี้ย 0% ก็เท่ากับว่า คนที่มีเงินฝากทั้งหมดไม่ได้ดอกเบี้ย ซึ่งปกติเงินตรงนี้เป็นแสนๆล้านบาทต่อปี ..ลองคิดดูว่า เงินที่หายไป จะทำให้กำลังซื้อและใช้จ่ายของคนจะลดลงไปด้วย ก็ไม่ต่างจากญี่ปุ่นที่ติดกับดักตรงนี้มา 20 ปีแล้ว

5. 'สินทรัพย์ต่างๆ จะราคาไม่ลง เพราะคนมีเงินก็ไม่มีเหตุผลที่จะถือเงินสด' พูดง่ายๆ คือ เงินจะไหลออกจากธนาคารที่ดอกเบี้ยไม่มี ไปอยู่ในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ลงทุนออมหุ้นปันผลแล้วได้ปันผลแทนดอกเบี้ย , ลงทุนในกองทุน , ลงทุนในอสังหาให้ได้ค่าเช่า ...ทำให้ราคาสินทรัพย์เกินเอื้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ..ก็ดูง่ายๆ สมัยก่อนทำงานไม่กี่ปีก็ซื้อบ้านได้แล้ว เดี๋ยวนี้ผ่อน 30 ปี ได้คอนโดห้องเดียว ที่ดินก็ไม่มี

6. 'สังคมจะแตกต่างมากขึ้น' ยุคนี้คนลงทุนเป็นจะรวยขึ้น ในขณะที่คนที่ลงทุนไม่เป็นจะจนลงโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลย ..ความแตกต่างสังคมจะมากขึ้นไปอีก

7. 'เงินจะเหนือเรามากขึ้น' ยุคที่เงินหายาก คนส่วนใหญ่จะทำทุกอย่างเพื่อเงิน ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินโดยไม่สนวิธีการ และไม่แคร์ผลที่ตามมา ขอเพียงแค่ได้เงิน ..เงินซื้อใครก็ได้ ซื้ออะไรก็ได้ !! 

8. 'ครอบครัวจะแตกแยกมากขึ้น' ยุคที่แล้วทั้งพ่อและแม่ทำงาน Dual Income ไม่มีเวลาดูแลลูก ปัญหาสังคมยังสูงขนาดนี้ ทั้งปัญหาเด็ก และ ปัญหาการหย่าล้าง ..ถ้าทั้งพ่อและแม่ทำงานยังหาเงินไม่พอ ปัญหานี้จะเลวร้ายขึ้นอีก

9. 'คอรับชั่น และการโกงจะมากขึ้น' จากข้อ7 ที่คนจะยอมทำทุกอย่างเพื่อเงิน จะเกิดปัญกาตรงนี้ตามมา

10. 'หลังจากยุคดอกเบี้ย 0% ทุกอย่างจะแย่ลงไปอีก' หลายคนอาจจะคิดว่า พอดอกเบี้ย 0% แล้วเดี๋ยวชีวิตอาจจะดีขึ้น ..ใช่!! แต่ก่อนที่มันจะดี มันจะแย่ลงกว่านี้ก่อน

 ...ที่ดอกเบี้ยลง 0% ก็เพราะสภาพคล่องมันล้นระบบ แต่เงินที่ล้นระบบมันอยู่ในมือคนรวยซึ่งเป็นคนจำนวนน้อยที่ไม่ค่อยใช้จ่าย พอการใช้จ่ายน้อย ของก็ขายไม่ได้ เศรษฐกิจก็แย่ คนก็ตกงาน ..พอเศรษฐกิจแย่ คนที่กู้เงินมาก็จ่ายหนี้ไม่ไหว บริษัทต่างๆ ก็เป็นหนี้รุงรัง ...ทางแก้ก็คือ คนที่เป็นหนี้และบริษัทที่เป็นหนี้ต้องเจ๊งก่อน ระบบถึงจะกลับมาเริ่มใหม่ (ถ้าดูญี่ปุ่น ก็แย่แบบนี้มาตั้งแต่ปี 1980 วันนี้ก็ยังคงดอกเบี้ย 0% แย่แบบเดิม)

ลองคิดซิครับว่า 'แล้วเราจะปรับตัวยังไงในยุคแบบนี้'

ทางแก้ที่ผมพอจะคิดได้ คือ เราศึกษาเรื่องการลงทุน แม้ดอกเบี้ยเงินฝากจะไม่มี แต่เราสามารถลงทุนได้เงินปันผล ได้ Passive Income แทนดอกเบี้ย เช่น ออมหุ้นปันผล ...ก็ลองศึกษากันดูครับ เอาใจช่วย !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ค่านิยม 10 ประการที่ผมเรียนรู้จากคนรุ่นใหม่


ยังไม่ได้ตัดสินว่าดีหรือไม่ แต่ชีวิตจะเป็นไปดั่งที่เขาเลือก !!

คนรุ่นใหม่สอนอะไรเราได้บ้าง ดูจากการเลือกใช้ชีวิตของเขา

ค่านิยมจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ก่อเกิดเป็น 'ความเชื่อ' และวิถีปฏิบัติ ที่ทำให้คนแต่ละ เจน คิดเหมือนกัน และทำเหมือนกัน ..มาดูกันว่าคนรุ่นใหม่เชื่ออะไรกัน

1. 'คนรุ่นใหม่เชื่อว่า ประสบการณ์สำคัญกว่าเงิน' เก็บเงินเพื่อเที่ยว ไม่เก็บเงินเพื่ออยู่ เพราะชีวิตคือความไม่แน่นอน

2. 'รักใครไม่เท่า เรารักตัวเอง' คนยุคนี้เชื่อว่า ก่อนจะหัดรักคนอื่น ต้องรักตัวเองให้เป็นก่อน ..ไม่เช่นนั้นจะไม่เข้าใจคำว่า รักจริงไม่จิงโจ้ !!

3. 'สุขภาพและหน้าตา คือการลงทุน' ให้เลือกใช้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ตัวเอง เพราะ 'ตัวเรา' คือการลงทุนที่คุ้มที่สุด

4. 'ความมั่นคง คือการเพิ่มทางเลือก' คนมีทางเลือกมากคือคนที่ชีวิตมีความมั่นคง

5. 'ไม่มีคำว่าไม่ ในชีวิตการทำงาน' เด็กยุคนี้จึงพร้อมเปิดรับกับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

6. 'เวลาคือสิ่งมีค่าที่สุด' เสียอะไรก็เสียได้ แต่ถ้าเสียเวลา มันเอากลับคืนมาไม่ได้

7. 'กฎเกณฑ์มีไว้แหก ไม่ได้มีไว้ตาม' เดินตรงทำไมในเมื่อมีทางลัด ..เจสสสส ?!?

8. 'งานพ่อคืองานพ่อ งานเราคืองานเรา' เลือกทำงานเพื่อแสดงตัวตน สำคัญกว่างานที่ต้องทำ

9. 'อนาคตคือปัจจุบัน' ใช้ปัจจุบันให้สุด แล้วอนาคตจะจัดการตัวของมันเอง ...ชีวิตมรึงอ่ะ ใช้ซะ !!!

10. 'ทางเดินชีวิตมีทางเดียว' คือ ทางที่ฉันเลือกเอง

ช็อคครับ !! อินดี้มาก ...แต่คนรุ่นใหม่เขาสอนผมแบบนี้ -- ความเชื่อเหล่านี้ มันส่งผลต่อการใช้จ่าย ใช้ชีวิต งาน การลงทุน และ ครอบครัว ของคนรุ่นนี้ 

ยุคปู่ ทำงานเพื่อเก็บ
ยุคพ่อ ทำงานเพื่อสานต่อ
ยุคลูก ชีวิตใช้ซะ !!

'แปลกแต่จริง แล้วก็ยิ่งน่าคิด ...มันเป็นวิถีชีวิตที่บีบอัดจากประสบการณ์' - และแล้วมนุษย์มีชีวิตเป็นไปดั่งที่เขาเลือก !! 

...ปริ้ง !! ..วิ้ง ..วิ้ง 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

10 สิ่งที่ผมเรียนรู้จากการทำงานไม่ประจำ


ในยุคนี้มีงาน 2 แบบ คือ หนึ่ง งานประจำ (สิ่งที่ต้องทำในหน้าที่) สอง งานไม่ประจำ (งานที่ทำนอกจากหน้าที่ มีไว้ทำเงิน)

หลายๆ คน เปลี่ยนงานไม่ประจำ ให้ทำเงินมาก มากจนเกินงานประจำ แต่ก็ยังคงทำงานประจำ ...และนี่คือ 10 สิ่ง ที่คนเหล่านี้สอนผม

1. 'เวลาว่าง คือ ช่วงเวลาที่เขาใช้เปลี่ยนชีวิต' เวลางานก็ทำงาน เวลาว่างก็เอามาใช้พลิกชีวิต

2. 'ลงทุนกับความรู้ เพราะความเชี่ยวชาญคือเงิน' ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นที่จะได้ค่าจ้างเหมาะสมกับเวลาที่เขาเสีย

3. 'ใช้ตัวเองให้เปลืองที่สุด' เพราะตัวเรา ทำงานเราได้ดีที่สุด ในค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุด

4. 'ถ้าทำงานไม่ประจำได้ดีพอ งานนั้นจะค่อยๆ เปลี่ยนชีวิตเราในที่สุด' 

5. 'งานไม่สามารถทำให้มั่นคง แต่รายได้สามารถทำให้มั่นคง' คนเหล่านี้จะรู้จัก Passive Income คือ กระแสเงินสดที่ไหลมาให้ แม้จะไม่ได้ทำงานแล้วก็ตาม

6. 'ความล้มเหลวเป็นครู' สมัยนี้ไม่มีความล้มเหลวที่ถาวร หากเราเรียนรู้จากมัน เราจะโตขึ้น และนี่คือส่วนนึงของวิธีคิดและชีวิตที่เติบโต

7. 'ลูกค้าจะตีค่าจากงานที่เราทำ ไม่ได้ตีค่าจากปริญญาที่เราเรียน' ..ลูกค้าจ่ายเงินตามงาน ไม่ได้จ่ายตามใบปริญญาของเรา

8. 'งานไม่ประจำไม่ใช่งานอิสระ ที่นึกจะทำยังไงก็ได้ แต่มันยิ่งกว่างานประจำ' ความรับผิดชอบมีความสำคัญกับงานไม่ประจำ มากกว่างานประจำ เพราะคนจ่ายเราที่ผลงาน - มีคุณภาพ ตรงเวลา เชื่อถือได้ เท่านั้น

9. 'งานประจำคือทำตามสั่ง แต่งานไม่ประจำต้องคิดเผื่อลูกค้า' ไม่มีใครมาสั่งให้เราทำอะไร มีแต่เราเท่านั้นที่ต้องคิดเผื่อเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า

10. 'งานประจำเส้นสายสำคัญ แต่งานไม่ประจำเส้นสายยิ่งโคตรสำคัญ' หากคิดจะจริงจังกับงานไม่ประจำ สิ่งที่ต้องเร่งทำคือรู้จักคน 

ผมเชื่อว่า ยุคนี้ความมั่นคง ไม่ได้ขึ้นกับตำแหน่งงานที่คุณทำ หรือใบปริญญาที่คุณเคยเรียน แต่มันขึ้นกับ คุณภาพที่คุณใส่ลงไปในงาน ...จากนั้นผลของงาน จะเชื่อมต่อ และบอกว่าคุณคือใคร 

ยิ่งคุณทำงาน คุณจะยิ่งรู้จักตัวคุณเองมากขึ้นเรื่อยๆ

'ผมไม่ได้บ้างาน ผมก็แค่อยากรู้จักตัวเอง'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

ทำไมต้องลองเป็นลูกจ้างสักครั้งในชีวิต


10 ข้อควรรู้ จากลูกจ้าง เพื่อเรียนรู้ชีวิตที่ดีขึ้น

1. เพราะการเป็นลูกจ้าง ทำให้รู้ว่า ไม่มีใครในโลกนี้เหมือนพ่อแม่คุณ 

2. ทำให้รู้ว่าเงินหายาก เมื่อถอดชุดนักศึกษาออก (ชายกลางคน กทม.ใจดีเคยกล่าวไว้อย่างลึกลับว่า 'ถ้าติดปัญหา ใส่ชุดนักศึกษา แล้วมาปรึกษาพี่ ?')

3. ทำให้รู้ว่าเงินไม่ได้แปรผันตามใบปริญญา (ปริญญาสูงขึ้น ไม่ได้การันตีรายได้ที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด)

4. ทำให้รู้จักเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ..อย่าเดินหันหลัง ในที่ทำงาน ทำไง ? เพิ่งมารู้ว่าให้จับกลุ่มคนคอเดียวกัน แล้วเดินเอาหลังชนกัน 'ในออฟฟิส เราเรียกวงล้อมแห่งการอยู่รอด'

5. ทำให้รู้ว่างานหนักไม่ได้ทำให้คนรวย 

6. ทำให้รู้ว่ามันมีรางวัลให้เฉพาะตรงสุดทางเท่านั้น ..ซ้ายสุด ขวาสุด สูงสุด ต่ำสุด แนวสุด กวนสุด อ้อนสุด ตรงสุด 

7. ทำให้รู้ว่าความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และตำแหน่งในยุคนี้ ก็ไม่ได้แปรผันตามความมั่งคั่งอีกเช่นกัน

8. ทำให้รู้ว่าการใช้ชีวิตอย่างประหยัด ไม่สามารถปฏิบัติได้จริงในโลกของมนุษย์เงินเดือน

9. ทำให้รู้ว่าเวลาว่างในโลกของลูกจ้าง มีไว้ใช้จ่ายเท่านั้น ..ไม่แปลกที่ไม่เคยมีเงินเก็บ

10. ทำให้รู้ว่า เก่งคนสำคัญกว่าเก่งงาน

เมื่อเรียนรู้การเป็นลูกจ้าง ก็ลองพัฒนาตัวเองเรียนรู้ สิ่งที่ควรเรียนรู้จากการเป็นผู้ประกอบการ 

'อย่าหยุดเรียนรู้ เพราะนั่นคือเหตุผลเดียวที่เรายังมีลมหายใจอย่างมีคุณภาพ'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

'นักวิ่งย่อมล้มบ้าง แต่อย่าหยุดวิ่ง'


วันนี้ทุกธุรกิจกำลังเปลี่ยน นั่นรวมถึงอาชีพของเราแต่ละคนกำลังเปลี่ยน 

ผลของการเปลี่ยน ..มันมี 2 ทาง คือ ดีขึ้น หรือ  แย่ลง - คำถามคือ จะรู้ได้ไงว่าตัวเรา จะดีขึ้นหรือแย่ลง มันมีข้อสังเกตหลักๆ ดังนี้

1. 'งานที่เราทำ มันทำให้เราอึดอัด เพราะต้องเรียนรู้อะไรใหม่ ใช่หรือไม่' ..งานผมกำลังเจอเรื่องนี้เลย ผมเป็นนักเขียนที่วันนี้คนซื้อหนังสือน้อยลงมากๆ ..ผมต้องเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ ใน Social และ ต้องทดลองสอนสัมมนาต่างๆ ออนไลน์เพื่อเข้ากับยุคสมัย คือ ต่อไปเนื่องจากเวลาที่จำกัดการเรียนออนไลน์จะใหญ่กว่าเรียนปกติ ..ในฐานะคน Low Tech อย่างผมต้องเรียนรู้ขนานใหญ่เลยทีเดียว !!

2. 'งานที่เราทำ ให้เราเจอคนที่หลากหลาย' เราได้เจอคนที่ไม่ได้อยู่ในสายงานเดียวกัน ตรงนี้แหละโอกาสการเรียนรู้ในเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ..วันนี้ผมนัดคุยกับคนต่างสาขาอาชีพมากมาย ก็แลกเปลี่ยนมุมมอง และหาโอกาสใหม่ๆ ทำ Project ร่วมกัน

3. 'งานที่เราทำ มีผลต่อคนส่วนใหญ่ของบริษัท' ในการเปลี่ยนแปลง มักจะมีคนกลุ่มนึงในบริษัทที่ทำหน้าที่คิดและรับมือกับความเปลี่ยนแปลง เช่น ใน Nokia ก็จะมีหน่วยงาน Smartphone ..กลุ่มคนเหล่านี้ เขาจะได้โอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ..มันไม่ได้จำเป็นว่าเขาจะพลิกหรือช่วยบริษัทได้หรือใหม่ แต่สิ่งที่เขาได้คือ 'ความรู้ที่ทันสมัย ซึ่งมีค่ามหาศาลในยุคปัจจุบัน'

4. 'งานที่เราทำ มันดูไม่มั่นคง' ฟังดูตลกว่ายุคนี้งานที่ทำให้เรามั่นคงคือเราทำงานในตำแหน่งที่ไม่มั่นคง ก็เพราะมันช่วยให้เราระวังตัว คิดตลอด และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ..คนที่อยู่ในตำแหน่งที่มั่นคงวันนี้ เป็น Comfort Zone ที่อันตรายอย่างมาก

5. 'งานที่เราทำ มีคุณค่าต่อผู้คน' วันนี้เราเลือกได้ว่า จะแชร์ความรู้ทาง Social เช่น ข้าราชการบางคนเปิด Facebook แชร์ความรู้และประสบการณ์ให้รุ่นน้อง , อาจารย์เปิดเว็บสอนเด็กๆ ในเรื่องการพัฒนาความรู้ และเทคนิคการเรียน ...ใช่!! คนเรามีคุณค่ามากกว่าแต่ตำแหน่งงานที่เราทำ 

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

10 สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้


จงจ่ายเงินของคุณให้กับสิ่งที่เงินซื้อได้ และจงใช้เวลาของคุณไปกับสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้

 ...คำพูดนี้โคตรเท่ห์ เอามาจากเน็ต ผมไม่ได้พูด แต่มันใช่มากๆ เลยไปถามอากู๋ว่า

เฮ้ย!! อะไรครับกู๋ ที่เงินซื้อไม่ได้ ..Search !!

มีดังนี้

1. 'ความรัก' เงินซื้อคนมาอยู่ด้วยได้ แต่ซื้อความรักจากเขาไม่ได้ (คนส่วนใหญ่อยู่กับเรา ตราบที่เรายังให้เงินเขาเท่านั้น)

2. 'ความจริง' เงินอาจจะใช้ปกปิดความจริงได้ชั่วคราว  แต่สุดท้ายความจริงจะปรากฏออกมาไม่ว่าเราจะปกปิดมันอย่างไรก็ตาม (โคนันคุง) 

3. 'เวลา' เงินซื้อเวลาคนอื่นได้ แต่ซื้อเวลาของเราไม่ได้ ..ทำไมคนส่วนใหญ่จึงขายเวลาทั้งหมดของเราเองแลกเงิน 

4. 'ความสุข' เงินซื้อความสนุกได้ แต่ซื้อความสุขไม่ได้ ..หลายคนใช้ชีวิตอย่างสนุกแต่เขาไม่เคยมีความสุขเลย

5. 'สุขภาพ' เงินจ่ายค่าหมอได้ แต่เตียงคนไข้เราต้องนอนเอง ..เราทำงานหนักจนไม่มีเวลาดูแลตัวเองและครอบครัว เพื่อที่เราจะได้นอนเตียงที่ดีที่สุดในโรงพยาบาล ก็เท่านั้นเอง

6. 'การยอมรับ' เอาเงินจ่ายให้คนเห็นด้วยได้ แต่การยอมรับอย่างแท้จริงไม่สามารถใช้เงินซื้อได้ 

7. 'เพื่อนแท้' เพื่อนกินหาง่ายถ้าเราจ่าย แต่เพื่อนแท้ไม่ได้ใช้เงินซื้อ ..คนที่อยู่ข้างๆ เรา เวลาเราไม่มีอะไร นั่นคือเพื่อนแท้

8. 'บ้าน' เงินซื้อที่อยู่อาศัยได้ แต่ซื้อบ้านไม่ได้ เพราะบ้านไม่ใช่สถานที่ มันคือคนที่เราเชื่อมต่อ

9. 'ความมั่งคั่ง' เงินเท่าไหร่ก็ไม่รวย ถ้าเราไม่รู้ว่าความรวย แปลว่า เรามีชีวิตที่เราเลือกและกำหนดเอง 'สามารถใช้เวลาชีวิตกับสิ่งที่เราเลือก' ไม่ได้วัดที่จำนวนเงิน

10. 'ประสบการณ์' เราเรียนรู้ได้ อ่านหนังสือได้ แต่สุดท้ายเราจะไม่เข้าใจมันจริงๆ จนกว่าเราจะเปลี่ยนเป็นประสบการณ์ของเรา และประสบการณ์ในยุคนี้ สำคัญกว่าใบปริญญา

สรุป ให้หาเงินให้เป็น แล้วเอาเงินนั่นแหละลองค่อยๆ ซื้อเวลาตัวเอง ...ถ้าคุณทำได้ดี คุณจะได้เวลาชีวิตคืน -- 'เงินใช้ซื้อเวลา แต่ความสุขที่แท้จริงต้องเอาเวลาไปแลก'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

นิสัยของเศรษฐีคือการสะสมอะไรบางอย่าง

นิสัยของเศรษฐีคือการสะสมอะไรบางอย่าง ..ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

1. การสะสมอะไรบางอย่างบังคับให้เราต้องรู้จริงในสิ่งนั้น ก่อนที่จะโดนหลอก

2. การสะสม สร้างนิสัยของการออม ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เคยทำได้

3. การสะสม คือการรวมความสนใจให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งนี้ทำให้เราแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ที่สนใจทุกๆสิ่ง

4. การสะสม ทำให้เรารู้เส้นทางเดิน ของสิ่งที่เราสะสม ..'เส้นทางเดิน' นี้คือเส้นทางการค้า และนี่คือส่วนนึงของความรู้ของพ่อค้า

5. การสะสมสร้างพลัง เพราะมันคือการรวมของเรื่องราวและตำนานอะไรบางอย่าง ..สิ่งนี้มีค่าและมีราคาต่อผู้คน

ลองเริ่มสะสมอะไรสักอย่างเพื่อสร้างนิสัยเศรษฐี ..อย่าแค่ซื้อทุกอย่างเหมือนคนส่วนใหญ่ แต่ไม่เคยสะสมอะไร 

ผมเผอิญชอบสะสมหุ้น 'นั่นแหละที่มาของ ออมในหุ้น'

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

10 เรื่อง ควรรู้ก่อนอายุ 40


1. "คนส่วนใหญ่เชื่อว่า ถ้าทำเหมือนเดิมซ้ำๆมัน สุดท้ายผลลัพธ์จะเปลี่ยน" ...คนส่วนใหญ่เลยทำงาน ทำเหมือนเดิม ทำไปเรื่อยๆ โดยหวังว่า การทำเหมือนเดิมนี่แหละ สุดท้ายจะเปลี่ยนให้เขารวย ...ไม่ครับ!! การทำเหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็ออกมาเหมือนเดิม ...เปลี่ยนสิ่งที่ทำ วิธีที่ทำ อะไรที่เคยทำ นั่นแหละ ไม่ work ถ้าต้องการผลลัพธ์ใหม่ --ที่ work คือ "ทำแบบใหม่" (คิด)

2. "คนส่วนใหญ่เชื่อว่า วันนี้ยอมทำงานหนัก พอถึงเวลาเกษียณแล้วจะสบาย" ..ไม่จริง!! สิ่งที่ทำมันจะส่งผลต่อผลลัพธ์แบบมีเหตุมีผลอยู่แล้ว ...ถ้าเราทำงานหนัก แล้วชีวิตยังไม่สบาย ..ถ้าเกษียณแล้วทำงานน้อยลง มันก็แคทำงานลดลง แต่เครียดเรื่องเงินมากขึ้น -- ถ้าจะสบาย เรียนวิธีการทำงานแบบใหม่ซิ "ลดแรงงานลง เพิ่มความคิดมากขึ้น ทำหนึ่ง ให้ได้ผลสอง ..ให้ได้ 3 ..ให้ได้ 10 (ยากตรงทำ 1 ได้ 10 เพราะ นั่นคือ การเปลี่ยนวิธีทำใหม่ เช่น ใช้เครื่องทุ่นแรง ...(คิด))

3. "คนส่วนใหญ่คิดว่า คนรวย เพราะ มีรายได้เยอะ และมีเงินก้อน" ...ทำให้คนส่วนใหญ่หาวิธีได้รายได้เยอะๆ เงินเป็นก้อนๆ ..ก็มีเลยคิดได้ว่า ต้อง ถูกหวย , รับสินบน , โกง ...แต่ในความจริง คนรวย เพราะ เขามีวิธีทำเงินอีกรูปแบบ คือ "มุ่งสร้างกระแสเงินสด" ...ลองคิดซิว่า ทำอะไรก็ได้ ที่ทำให้เงินไหลเข้ามาหาเราเรื่อยๆ ไม่ต้องเยอะ แต่สม่ำเสมอ อันนี้แหละวิธีคิดคนรวย ...สร้างให้เช่า / สร้างแล้วเก็บค่าเข้า / ทำแล้วค่อยๆเก็บเงินจากสิ่งที่ทำ / ปลูกแล้วรับผลเรื่อยๆ -- "ทำทีเดียว แต่รับเงินเรื่อยๆ ไม่ต้องเยอะ แต่วิธีนี้แหละรวย"

4. "คนส่วนใหญ่คิดว่า เรียนสูงๆ หางานมั่นคง จะการันตีชีวิตมั่นคง" ..แต่ในความเป็นจริง ความมั่นคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่น ไม่ได้ขึ้นกับบริษัท แต่ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ...กลับมาที่โจทย์ "ทำครั้งเดียว แต่ได้เรื่อยๆ" นี่ต่างหากที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำ ...สิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดว่ามั่นคง จริงๆ คือ กับดัก ..มันคือ ภาพลวง ...ของจริง ต้อง "เหนื่อยครั้งเดียว แต่ได้เงินเรื่อยๆ"

5. "คนส่วนใหญ่คิดว่าหุ้นเสี่ยง" ..แต่จริงๆ สิ่งที่เสี่ยงกว่าหุ้นคือ "เงินฝาก" เพราะ มันการันตีว่า มูลค่าลดลงเรื่อยๆ ...เงินก็เหมือนน้ำแข็ง วางไว้เฉยๆ มูลค่าก็จะละลาย ...คนส่วนใหญ่ที่ยากจน ไม่ใช่เพราะหาเงินไม่เป็น (ใครๆ ก็หาเงินเป็น) ...แต่ที่ยากจน เพราะ วางเงินทำงานไม่เป็น ...การวางเงินทำงานก็คือ เอาเงินไปซื้อสินทรัพย์ที่ซื้อครั้งเดียว แล้วให้เงินเราเรื่อยๆ เช่น หุ้นปันผล -- หุ้นไม่ได้เสี่ยง วิธีการเล่นหุ้นของคนส่วนใหญ่ต่างหากที่เสี่ยง เพราะ เขาไม่ได้ซื้อลงทุน แต่เขาเก็งการซื้อขายเหมือนการพนัน ..."จน ก็เพราะ วิธีเล่น ผิด"

6. "หาเงินมาแล้ว เก็บ ประหยัด ถึงจะรวย" ...วิธีคิดนี้โบราณแล้ว ...ทุกวันนี้หาเงินได้ ต้องการเอาลงทุน ...ลงทุน คือ การซื้อสินทรัพย์ ...ยุคนี้ ต้อง "จ่ายเงิน ให้รวยขึ้น" ...เพราะ เก็บเงินมีแต่จนลง ...จ่ายฉลาด จ่ายซื้อ Asset ..จ่ายลงทุน ..จ่ายซื้อสิ่งที่เพิ่มมูลค่า แล้วค่อยเก็บสะสม นี่คือ วิธีคิดของคนรวย

7. "เรียนให้สูง หาความรู้ให้มาก จะได้โอกาสดีในชีวิต" ..เดี๋ยวนี้มันควรทำตรงข้าม แทนที่จะหาความรู้ (ซึ่งใครๆ ก็หาความรู้) ให้ "สร้างความรู้" ...การสร้างความรู้ คือ ต้องคิดองค์ความรู้ใหม่ ...วิธีนี้ก้าวหน้าไปอีกขั้น เพราะ ก่อนคุณจะสร้างความรู้ คุณต้องขวนขวายหาความรู้ก่อน -- ลองเปลี่ยนโจทย์เป็นว่า "ฉันจะสร้างความรู้อะไรให้คนรอบข้าง เก่งขึ้น ชีวิตดีขึ้น รวยขึ้น"

8. "การให้-- ทำให้เราจนลง" ...อันนี้ล้าสมัยสุดๆ ...ทุกวันใครอยากมีโอกาสในชีวิตมากเท่าไหร่ ให้สร้างโอกาสในการให้ ...ให้คนอื่น ..ทำเพื่อคนอื่น ...คิดเพื่อคนอื่น ...ทำอะไรก็ได้ เพื่อคนอื่น นั่นแหละ การสร้างโอกาสในชีวิตให้ตัวเราเอง -- ทุกวันนี้เราถูกตัดสินความสามารถ จากการทำเพื่อคนอื่น "ใช้แรงให้น้อย แต่สร้างประโยชน์เพื่อคนอื่นให้เยอะ นี่คือ ความเก่งในยุคนี้"

9. "คนส่วนใหญ่คิดว่า การทำอะไรใหม่ๆ คือ ความเสี่ยง" ...ถูกต้อง !! การทำอะไรใหม่ๆ มีความเสี่ยงที่สิ่งที่เราทำจะไม่ได้รับการยอมรับ ทำให้คนส่วนใหญ่ที่กลัวการถูกปฏิเสธ ยอมทำสิ่งเดิม จนในที่สุด ล้าสมัย รายได้ลดลง ตลาดเล็กลง และ สิ่งนั้นก็ตายไปในที่สุด ...การวิ่งเข้าหาความเสี่ยง ทำอะไรใหม่ๆ ทำอะไรที่เราอึดอัดต่างหาก ที่ให้รางวัลในชีวิต

10. "คนส่วนใหญ่คิดว่า เก็บเงินให้ลูกมากๆ แล้วจะดี" ...ผิดอย่างแรง ..สิ่งที่พ่อแม่ยุคนี้ทำร้ายลูกมากที่สุด คือ เก็บเงินมากๆ ให้ลูก ..เพราะ เงินสามารถแก้ปัญหาชีวิตได้ก็จริง แต่เงินสามารถแก้ปัญหาให้คนที่หาเงินเป็นเท่านั้น ..คนที่หาเงินไม่เป็น ยิ่งมีเงินมาก ยิ่งซวย เพราะ เงินก็เหมือนปืน ...อาวุธจะมีประโยชน์ต่อเมื่อเราใช้เป็น -- การเก็บเงินให้ลูกไม่ได้ผิด แต่การเลี้ยงโดยให้แต่เงินนั่นแหละ ทำร้ายลูกอย่างแรง ...ถ้าเลือกได้ ให้โอกาสในการหาเงิน ดีกว่าให้เงิน

ใช้โอกาสนั้น เป็นสะพานให้ลูกเรียนรู้ที่ เขาจะหาเงินได้เอง ..."ให้ลูกรับผิดชอบธุรกิจ ..สอนให้เขาหาเงินเอง นั่นคือ ทางที่ถูกต้อง"