วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2560

บนโต๊ะอาหาร

ความทรงจำ "ธนินท์ เจียรวนนท์" (1) บนโต๊ะอาหาร

ผมชื่อ ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP (ซีพี) ย่อมาจาก Charoen Pokphand ซึ่งแปลเป็นภาษาจีนว่า "ผู่เฟิง" ซีพี เป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยมีธุรกิจหลัก 3 กลุ่มได้แก่ กลุ่มเกษตรอุตสาหกรรม  กลุ่มธุรกิจค้าปลีก (ร้านสะดวกซื้อ) และกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม คุณพ่อของผมเป็นผู้ก่อตั้ง "ร้านเจียไต๋" ผมเป็นผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ รุ่นที่ 3

เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี มียอดขายทั่วโลกรวมกว่า 45,000 ล้านดอลลาร์ (ณ ปี พ.ศ. 2558) กิจการในเครือกระจายอยู่ในประเทศต่าง ๆ ของทวีปเอเชีย เช่นประเทศจีน และอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทวีปยุโรป และทวีปอเมริกา มีพนักงานทั้งสิ้นกว่า 300,000 คนเข้าไปลงทุนใน 16 ประเทศทั่วโลกและผลิตสินค้าส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ กว่า100 ประเทศ กล่าวได้ว่าเครือเจริญโภคภัณฑ์คือบริษัทข้ามชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

สำหรับชาวญี่ปุ่นหลายท่านที่ได้อ่านคำบรรยายข้างต้น อาจยังไม่เข้าใจว่าซีพีคือบริษัทอะไร

แต่หากนึกถึงชั้นวางอาหารสำเร็จรูปในร้านสะดวกซื้อของญี่ปุ่น จะเห็นว่ามีสินค้าของซีพีอยู่ทั่วไป อาทิ อาหารสำเร็จรูปที่ผลิตจากเนื้อไก่ และเนื้อหมู ซึ่งถูกบรรจุในถุงบรรจุอาหารที่มีการปิดอย่างมิดชิด หากท่านลองพลิกดูด้านหลังบรรจุภัณฑ์นั้น และเห็นตราสัญลักษณ์วงกลมสีเหลืองที่มีตัวอักษร ซีพี สีแดงอยู่ในวงกลม นั่นก็คือสินค้าที่ผลิตโดย ซีพี ซึ่งสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่แปรรูปเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูปในไทยแล้วส่งออกไปยังญี่ปุ่น ภายใต้ความร่วมมือระหว่างซีพีกับบริษัทอาหารและร้านสะดวกซื้อของญี่ปุ่น

เครือเจริญโภคภัณฑ์ ถูกขนานนามว่าเป็น "บริษัทที่ปฏิวัติโต๊ะอาหารของประเทศญี่ปุ่น"


ซีพี เริ่มส่งออกเนื้อไก่ไปยังญี่ปุ่นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 และในราวทศวรรษที่ 2520 หลังจากที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในประเทศไทยได้เริ่มธุรกิจเลี้ยงกุ้งจนประสบความสำเร็จแล้ว ซีพี ก็ได้เริ่มส่งออกกุ้งไปยังญี่ปุ่นตั้งแต่นั้นมา ซีพี ก็ได้ขายเนื้อไก่และกุ้งในราคาที่เป็นธรรมให้ชาวญี่ปุ่น ทำให้ไก่ทอดและกุ้งทอดกลายเป็นเมนูประจำบนโต๊ะอาหารของชาวญี่ปุ่น

ซีพี ยังได้เข้าไปลงทุนในประเทศจีน โดยใช้ชื่อบริษัทว่า "เจิ้งต้า" หลังจากจีนเริ่มเปิดประเทศในปี พ.ศ. 2521 ซีพี เป็นบริษัทต่างชาติบริษัทแรกที่เข้าไปลงทุนในจีน อีกทั้งเป็นบริษัทต่างชาติบริษัทแรกที่ได้จดทะเบียนการค้าในเขตเศรษฐกิจพิเศษเสิ่นเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ตั้งแต่นั้นมา "เจิ้งต้า" กลายเป็นชื่อที่คุ้นหูของชาวจีน

ในประเทศจีนนั้น ซีพี ก็จัดเป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีสัดส่วนการขายในจีนคิดเป็นเกือบ 40% ของยอดขายเครือเจริญโภคภัณฑ์ทั่วโลก สำหรับคำถามที่ว่า ทำไมบริษัทของไทยอย่าง ซีพี จึงสามารถเข้าไปดำเนินธุรกิจในจีนมากถึงขนาดนั้น คุณพ่อของผมมีส่วนอย่างสำคัญ 

คุณพ่อของผมชื่อ นายเจี่ย เอ็กชอ เป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่เกิดในมณฑลกวางตุ้ง คุณพ่อเดินทางไปหลายประเทศ ทั้งประเทศจีน ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้ขยายกิจการออกไปเรื่อย ๆ ด้วยการที่คุณพ่อมีเชื้อสายจีน เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับประเทศจีนไปด้วย

แม้ว่าผมและพี่น้องจะเกิดในประเทศไทย แต่คุณพ่อของผมก็ตั้งชื่อภาษาจีนให้ลูก ๆ ทุกคนพี่ชายคนที่ 1 ของผมชื่อ "เจิ้งหมิน" พี่ชายคนที่ 2 ชื่อ "ต้าหมิน" พี่ชายคนที่ 3 ชื่อ "จงหมิน" และผมชื่อ "กั๋วหมิน" เมื่อนำคำแรกของชื่อทั้ง 4 คนมารวมกันจะได้คำว่า "เจิ้งต้าจงกั๋ว"

คุณพ่อไม่เพียงแต่ส่งลูก ๆ ไปเรียนในโรงเรียนไทย แต่ยังได้ส่งพวกเราไปเรียนในเมืองจีนด้วย พี่น้องของผมทั้ง 12 คน จึงสามารถพูดภาษาไทยและภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว และหลังจากที่พวกเราได้สืบทอดกิจการต่อจากรุ่นคุณพ่อ เรายังคงติดต่อกับชาวจีนและชาวจีนโพ้นทะเลเรื่อยมาซึ่งทำให้กิจการของซีพีขยายออกไปทั่วประเทศจีนและประเทศอื่น ๆ ที่มีชาวจีนโพ้นทะเล

ที่สำคัญที่สุดคือ ประเทศไทยให้การสนับสนุนเครือเจริญโภคภัณฑ์ และยอมรับตระกูลเจียรวนนท์ที่เป็นคนต่างถิ่นย้ายมาพำนัก และให้โอกาสในการทำมาหากินอย่างเท่าเทียมกัน ถึงแม้ว่าในยุคหนึ่งประเทศไทยจะมีข้อขัดแย้งด้านการเมืองกับประเทศจีน แต่รัฐบาลไทยก็ไม่เคยขับไล่ชาวจีนโพ้นทะเลออกจากประเทศไทย และในช่วงที่มีการปฏิวัติวัฒนธรรมจีนในประเทศจีน คุณพ่อของผมต้องสูญเสียกิจการที่ลงทุนในจีนไป แต่ที่เมืองไทยคุณพ่อของผมยังคงรักษากิจการของครอบครัวไว้ได้ นับว่าเป็นโชคดีของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่คุณพ่อของผมเลือกตั้งสำนักงานใหญ่ในประเทศไทย หากวันนั้นคุณพ่อเลือกตั้งสำนักงานใหญ่ในประเทศจีน เราอาจไม่มีเครือเจริญโภคภัณฑ์เช่นในวันนี้

ชาวจีนโพ้นทะเลได้เข้ามาตั้งรกราก ประกอบอาชีพ และดำเนินชีวิตในประเทศไทยได้อย่างมีความสุข เพราะคนไทยยินดีเปิดรับคนต่างชาติ ซึ่งผมหวังว่าประสบการณ์กว่าครึ่งชีวิตของผมจะเป็นประโยชน์และเป็นข้อคิดให้แก่คนรุ่นหลังได้ไม่มากก็น้อย


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น