วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559

มินิซีรี่ส์ "วิถีพอเพียง" ตอนที่ 3

ถ้าจะเข้าในวิถีพอเพียง เราต้องกลับไปหาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระองค์ท่านได้แสดงให้เราเห็นพระปรีชาสามารถในความเข้าในพระพุทธศาสนาถึงแก่นแท้ นอกจากนี้ยังสามารถตอบคำถามเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างลึกซึ้งจากการให้สัมภาษณ์สื่อBBCที่ทำสารคดีเกี่ยวกับพระองค์ และพระราชกรณียกิจ เรื่องจิตวิญญาณของประเทศ (Soul of a Nation) สารคดีนี้ได้ถูกนำออกมาถ่ายทอดในปีพศ 2522
ผู้สื่อข่าวBBCถามพระองค์ท่านว่าหลักธรรมของพระพุทธศาสนาคืออะไร?
พระองค์ทรงตอบว่า: "ในศาสนาพุทธเป็นเรื่องที่ค่อนข้างที่จะซับซ้อน และมีอยู่หลายระดับ ระดับสูงสุดคือการบรรลุซึ่งความบริสุทธิ์ที่สมบูรณ์ (absolute purity) ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณเรียกว่าความเห็นแก่ตัว มันเป็นแรงจูงใจที่เห็นแก่ตัวก็จริง แต่การจะบรรลุความบริสุทธิ์ เราต้องทำอะไรที่ไม่เห็นแก่ตัว แต่สำหรับคุณอาจจะมองว่าเป็นความคิดที่ขัดแย้งกัน เราต้องยอมเสียสละ ต้องปล่อยวางทุกสิ่งที่เรายึดมั่นว่าเป็นของเรา การให้เป็นสิ่งหนึ่งของการละ"
https://www.youtube.com/watch?v=uqUNGQULGJ8
จากหลักพระพุทธศาสนาของการบรรลุซึ่งความบริสุทธ์ิที่สมบูรณ์นี้ นำไปสู่แนวความคิดปรัชญาพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
คำว่าพอมีความหมายเหมือนกับคำว่าละ จะเป็นยอดคนที่มีความบริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์ได้ต้องมีความมุ่งมั่นอย่างเห็นแก่ตัวที่จะไปถึงจุดนั้นให้ได้โดยไม่สนใจใครหรือสิ่งรอบข้างที่เป็นอุปสรรค แต่ในขณะเดียวกันต้องทำอะไรที่ไม่เห็นแก่ตัว การทำอะไรที่ไม่เห็นแก่ตัวคือการรู้จักพอ การเสียสละหรือการละนั้นเอง
เมื่อละแล้ว จิตก็จะสะอาด มีความละเอียดและบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จิตที่บริสุทธิ์สมบูรณ์คือความเป็นผู้ที่หลุดพ้นนั้นเอง
เมื่อเรารู้จักพอ เราก็มีความสุขและความสงบใจที่แท้จริง ทุกอย่างก็จบด้วยตัวมันเอง
ความพอเพียงที่เกิดขึ้นต้องเกิดขึ้นที่ใจเท่านั้น ต้องใช้ใจที่เข้าใจถึงจะเข้าถึงแก่นแท้ของความพอเพียง
ด้วยเหตุนี้จะแปลคำว่า"พอ"เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆได้ยาก เพราะว่าคำว่าพอเป็นภาษาใจที่เกิดในใจ
ในสังคมมีทั้งคนมีพอ และคนมีไม่พอ คนที่มีพอต้องรู้จักพอ และแบ่งปันส่วนที่เกินให้คนที่มีไม่พอ
การแบ่งปันคือการให้ หรือการละ หรือการแสดงออกของความไม่เห็นแก่ตัว หรือการไม่ได้ยึดมั่นว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ต้องเป็นของเรา แม้แต่ตัวตนยังไม่ใช่เป็นของเรา สิ่งนั้นสิ่งนี้จะเป็นของเราได้อย่างไร ทุกอย่างเป็นเรื่องสมมุติทั้งนั้น
ในอดีตสังคมไทยเป็นสังคมของการช่วยเหลือและรักใคร่ซึ่งกันและกัน อยู่กันอย่างออมชอม คนไทยใจบุญสุนทาน คนมีก็ช่วยเหลือคนไม่มี แบ่งกันใช้แบ่งกันกิน คนไทยไม่มีวันอดตาย อย่างน้อยถ้าอยู่วัดช่วยงานวัด มีกินตลอด
เมื่อเรามีพอ เราให้คนไม่มีพอ จะเป็นการเติมเต็มให้คนไม่มีพอ ทำให้เขาก็มีความสุข เมื่อเขามีความสุข เราก็มีความสุขไปด้วย เพราะว่าเราได้ทำความดี
การทำความดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการให้ เป็นการสะสมทานบารมีไปในตัวทั้งชาตินี้และชาติหน้า
ตลอดระยะเวลายาวนานของการครองราชย์70ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีแต่ไปหาคนจน หรือคนที่มีไม่พอ เพื่อช่วยให้พวกเขาพอมีพอกินและช่วยเหลือตัวเองได้
พระองค์ท่านไม่เคยไปหาเศรษฐีเลย
พระองค์ทรงงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และต้องเสียงภัยอันตรายไปในดินแดนที่ทุระกันดาน เพราะทรงตระหนักในหน้าที่ของพระราชาที่ต้องช่วยปัดเป่าทุกข์บำรุงสุขให้ประชาราษฎร์โดยถ้วนหน้า และทรงทำไปด้วยความเสียสละและความมีเมตตา
ย้อนกลับมาสังคมไทยยุคปัจจุบันมีความเหลื่อมล้ำกันมาก เพราะความไม่รู้จักพอ หรือการแบ่งปันนั้นเอง
คนรวยก็รวยเอาๆ คนจนก็จนเอาๆ ปัญหาคือคนรวย รวยแล้วไม่รู้จักพอ ทั้งๆที่ตายไปเอาเงินพันล้านหรือหมื่นล้านไปกับตัวเองไม่ได้ ทั้งชีวิตต้องการเห็นตัวเลขเงินและทรัพย์สินในบัญชีของตัวเองเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้จักแบ่งปันให้ลูกน้อง พนักงาน ชุมชนสังคม หรือผู้ด้อยโอกาส
ส่วนคนจนหวังอย่างเดียวว่า ขอให้พอมีพอใช้ก็มีความสุขแล้ว แต่ไม่มีปัญญาหรือด้อยโอกาสกว่า ความเหลื่อมล้ำนี้ห่างกันมากจน เมื่อถึงจุดหนึ่งเมื่อคนจนอยู่ไม่ได้ คนรวยก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน
ความพอเพียงจึงเป็นทางออกของเมืองไทยในยุคทุนนิยมปีกหักที่กำลังจะมาถึง
thanong
8/12/2016

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น