วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559

มินิซีรี่ส์ "วิถีพอเพียง" ตอนที่ 6

เศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอยู่ในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์และสังคมนิยม แต่ไม่เหมือนเลยทีเดียว เพราะว่าเป็นแบบอย่างเฉพาะของตัวเอง
พอเพียงเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ที่เดินสายกลาง ที่ไม่เน้นความเป็นเจ้าของส่วนบุคคล แต่เน้นความเป็นเจ้าของร่วมของชุมคน ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าหากไม่มีความสามัคคี หรือความร่วมมือร่วมกันอย่างแท้จริง
ถ้าชุมชนอยู่รอด ครอบครัวหรือบุคคลถึงจะอยู่รอด
เมื่อทุกชุมชนเข้มแข็ง ตำบลก็เข็มแข็ง เมื่อทุกตำบลเข้มแข็ง จังหวัดก็เข้มแข็ง เมื่อทุกจังหวัดเข้มแข็ง ประเทศชาติก็เข้มแข็ง ความมั่นคงของประเทศและความผาสุกของประชาราษฎร์ก็เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย
ในหลักพอเพียง การผลิตเป็นไปเพื่อการยังชีพ ไม่ผลิตน้อยจนเกินไป และไม่ผลิตมากจนเกินไป ผลิตตามหลักวิชาการ ไม่โลภด้วยการเพิ่มผลผลิตด้วยการเอาปุ๋ยยาพิษมาลงดิน การผลิตส่วนเกินเอาขายเพื่อเก็บเป็นเงินออม มีการรักษาและฟื้นฟูธรรมชาติและประหยัดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้มากที่สุด
จะเห็นได้ว่าเมื่อมีความพอเพียงในชุมชนแล้ว อำนาจของตลาดภายนอกจะเข้าไปย่างกรายไม่ได้ เพราะว่าพอใจขายก็ขาย ไม่พอใจขายก็ไม่ขาย พ่อค้าคนกลางที่มีเงินแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าไม่มีของให้ซื้อ
พ่อค้าคนกลางไม่ได้เป็นผู้กำหนดกลไกตลาด ชุมชนต่างหากที่เป็นผู้กำหนด กลไกตลาด ไม่เหมือนอย่างกลไกตลาดในปัจจุบัน หรือในโลกที่เอื้อนายทุนกระเป๋าหนา
เงินไม่ได้เป็นปัจจัยชี้นำ เพราะว่าถ้าพอมีพอกินแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เงินก็ได้ ถ้าปฏิบัติอย่างนี้ได้ เงินทองจะไหลมาเทมาเอง อาจจะมาช้า แต่เมื่อมาแล้วจะเพิ่มทวีคูณทำให้ทุกคนมั่งมีได้
ถ้าใช้เงินเป็นปัจจัยชี้นำ จะไม่มีวันมีเงินพอ จะโดนตีกิน เอารัดเอาเปรียบไปเรื่อยๆ
เมื่อเงินไม่ได้เป็นปัจจัยชี้นำ ชุมชนอยู่ได้ด้วยวินัยและการช่วยเหลือกัน สามารถจากการตัดขาดจากระบบตลาดที่พ่อค้าคนกลางสร้างขึ้นมาได้ ในที่สุดพ่อค้าคนกลางต้องยอม ยอมจ่ายราคาเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญเพื่อซื้อสินค้าที่ชุมชนผลิตขึ้นมาที่มีปริมาณไม่มาก ไม่ล้นตลาด แต่มีคุณภาพดี เพราะว่าผลิตด้วยใจที่บริสุทธิ์ ทำให้สินค้ามีคุณค่าทางจิตใจไปด้วย
เมื่อทุกชุมชนทำอย่างนี้ คือผลิตอย่างพอเพียง แล้วบาร์เตอร์กัน หรือให้เครดิตกัน เอาของไปก่อน มีเงินค่อยจ่าย หรือจ่ายเป็นสินค้าที่มีราคาเทียบเท่ากันก็ได้ ให้มีการซัพไพลสินค้าระหว่างกันเองโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง คุณเอาผักมา เอาปลาไป
จากชุมชนที่ค้ากันเอง2-3ชุมชน จะค่อยๆขยายตัวเป็นการค้าขายระหว่างกันเอง20-30ชุมชน จนไปถึงหลายแสนหรือนับล้านชุมชนทั่วประเทศ
สิ่งที่จะตามมาคือจากเศรษฐกิจจุลภาคจะกลายเป็นเศรษฐกิจชุมชนพอเพียงมหภาคที่มาจากรากฐานของชุมชนที่เริ่มจากหน่วยเล็กที่สุดที่พึ่งพาตัวเองได้อย่างแท้จริง และไม่ได้มาจากนายทุนหรือนายธนาคาร
ร้านขายของ หรือห้างสะดวกซื้อเป็นของคนในชุมชนที่ได้สินค้าซับไพลโดยตรงจากการผลิตระบบพอเพียงของชุมชุมจากหลายๆแห่งมารวมกันเป็นเครือข่ายพอเพียงที่มีอุดมการณ์ที่แน่วแน่เหมือนกันว่าจะไม่ยอมก้มหัวให้นายทุน ผลก็คือประชาชนหรือผู้บริโภคทั่วไปจะได้ถูกมีคุณภาพ
ไม่เห็นจำเป็นต้องมีห้างสะดวกซื้อของนายทุนใหญ่ที่ต้องการกินรวบแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อได้เงินมา ชาวบ้าน หรือคนในชุมชนยังคงใช้ชีวิตตามวิถีของจารีตประเพณี ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีข้าวของเครื่องใช้ตามความจำเป็น ไม่ต้องหรูมาก แต่ก็มีศาสนาพุทธเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
การเรียนรู้ของบุตรหลานไม่จำเป็นต้องเรียนแพงๆ หรือจบมหาวิทยาลัยแต่ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ต้องเรียนรู้วิชาการที่ช่วยพัฒนาชุมชนที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอน เรียนรู้การผลิตเครื่องจักรการเกษตร การแพทย์ไทย การทำยาสมุนไพร การสร้างบ้าน การทำการเกษตร การดูแลป่าไม้ลำธาร การเลี้ยงการเพาะพันธุ์ปลา การเลี้ยงสัตว์ การช่างต่างๆ ฯลฯ
ไม่เห็นจำเป็นต้องจบปริญญาตรีที่ไร้สาระ เสียเงินหลายแสน แต่หางานทำไม่ได้ ไม่คุ้มกับพ่อแม่ที่ต้องขายนาขายที่มาส่งเสียเรียน
นอกจากจะขายการผลิตส่วนเกินแล้วยังมีการทำบุญหรือแบ่งปันให้กับคนไม่มี เพราะว่าเศรษฐศาสตร์พอเพียงคือเศรษฐศาสตร์ของการให้
ผู้ที่พอแล้ว แล้วให้เป็นเศรษฐีที่แท้จริง ส่วนผู้ที่มีมากแต่ไม่เคยพอและไม่เคยให้ก็ไม่ได้เป็นคนที่มีคุณค่าอะไร ตายแล้วตายเลย ไม่ได้อยู่ในใจของคนรุ่นหลัง
เศรษฐศาสตร์พอเพียงไม่เหมือนคอมมิวนิสต์ หรือสังคมนิยมที่เน้นความเป็นเจ้าของของรัฐ และประชาชนเปรียบเหมือนหุ่นยนต์ที่มีหน้าที่สนองต่อความต้องการของรัฐ เพราะว่ารัฐเท่านั้นเป็นใหญ่ รัฐอยู่ไม่ได้ประเทศอยู่ไม่ได้
ไม่มีเรื่องของใจ
เศรษฐศาสตร์พอเพียงอยู่คนละขั้วกับเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมที่เน้นทุน และการมีอำนาจเหนือตลาดผ่านการผูกขาด โดยกดขี่แรงงานที่เปรียบเหมือนหุ่นยนต์เหมือนกัน
ไม่มีเรื่องของใจเหมือนกัน ไร้น้ำใจด้วยซ้ำ
แต่เศรษฐศาสตร์พอเพียงเป็นเรื่องของใจ ทุกคนเท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน เพราะว่าทุกคนมีหน้าที่ของตัวเองที่จะทำ ไม่มีนายทุน หรือพ่อค้ามาบงการ ไม่มีการกดขี่ข่มเหงกัน
ทุกคนทำงานด้วยใจเพื่อส่วนรวมของชุมชน เพื่อส่วนรวมของตำบล เพื่อส่วนรวมของจังหวัดและเพื่อส่วนร่วมของประเทศชาติ
เมื่อทุกคนทำงานด้วยใจโดยใช้หลักพอเพียงแล้ว ถึงตอนนั้นถึงจะพูดได้อย่างเต็มปากว่า "ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป"

thanong
9/12/2016


ในภาพอาจจะมี 1 คน, ต้นพืช, สถานที่กลางแจ้ง และ ธรรมชาติ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น