วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559

มินิซีรี่ส์ "วิถีพอเพียง" ตอนที่ 8

วิถีของโลกในเวลานี้คือวิถีของทุนนิยม ทั้งทุนนิยมการผลิตและทุนนิยมการเงิน วิถีของทุนนิยมแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากวิถีพอเพียง
หลังช่วงกึ่งพุทธกาลเป็นต้นมา เมืองไทยรับเอาวิถีทุนนิยมเข้ามา จนอาจกล่าวได้ว่าวิถีทุนนิยมได้กลายเป็นวิถีไทยไปแล้ว
แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจะทรงพยายามปกป้องชุมชน หรือผู้ด้อยโอกาสด้วยการสอนให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตัวเองได้ผ่านหลักเศรษฐกิจพอเพียง แต่ในทางปฏิบัติ พระองค์สามารถทำได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะว่าทุนนิยมเหมือนพายุร้ายที่มาแรง ไม่มีใครต้านได้ต้องปล่อยให้มันหมดแรงไปก่อน
แต่ในทางทฤษฎี พระองค์ได้พัฒนาแนวเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด
วิถีทุนนิยมจะเน้นความเป็นเจ้าของของบุคคลหรือเอกชน คำว่าทุนนิยมชื่อก็บ่งบอกแล้วว่าเป็นระบบที่นิยมเงิน หรือระบบที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง
ความจริงแล้วในแง่เศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิค เงินเป็นเพียงหนึ่งในสามปัจจัยการผลิต ที่เหลือคือที่ดิน และแรงงาน
วิถีทุนนิยมดำเนินไปบนหลักการของความเป็นเจ้าของของเอกชนที่ลงทุนในกิจการ โดยมีการจ้างแรงงานเพื่อผลกำไรสูงสุด สินค้าหรือบริการที่ผลิตออกมามีการแลกเปลี่ยนมือกันอย่างเสรี มีระบบการตั้งราคาตามกลไกตลาด และตลาดมีการแข่งขันกันอย่างเสรี
ในวิถีทุนนิยม รัฐจะมีหรือควรที่จะมีบทบาทน้อยที่สุดในการแทรกแซงกลไกทางเศรษฐกิจ
วิถีทุนนิยมของกลุ่มแองโกลอเมริกันกลายเป็นโมเดลของระบบเศรษฐกิจโลก แม้ว่ามันจะพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า มีเพียงนายทุนเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากระบบนี้ ส่วนชนชั้นผู้ใช้แรงงาน หรือแม้กระทั่งชนชั้นกลางไม่ได้ประโยชน์ตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น
นายทุนแสวงหาผลกำไรสูงสุดในการลงทุน โดยอาจจะแบ่งผลกำไรให้ผู้บริหารบ้าง แต่พนักงานบริษัท หรือผู้ใช้แรงงานได้ผลตอบแทนน้อยมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่นายทุนได้
แม้ว่าวิถีของทุนนิยมต้องการให้รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องกับกลไกทางเศรษฐกิจน้อยที่สุด และจะไปไกลถึงขนาดมองว่ารัฐเป็นปรปักษ์ด้วยซ้ำ เพราะว่ารัฐคอยเก็บภาษีจากผลกำไรทางธุรกิจของนายทุน แต่ในความเป็นนายทุนกับนักการเมืองหรือรัฐ ไม่ต้องพูดถึงข้าราชการ หรือพนักงานของรัฐมีเอี่ยวกันในทางลับและในทางที่เปิดเผย ทำให้นายทุนได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐที่เอื้อนายทุนมาตลอด
วิถีทุนนิยมจึงเป็นวิถีของนายทุนใช้ประโยชน์จากกลไกรัฐเพื่อสร้างอำนาจการผูกขาด หรือการมีอำนาจเหนือตลาด และแสวงหาความร่ำรวยให้ตัวเอง โดยแบ่งปันผลประโยชน์ให้รัฐในรูปภาษี หรือให้แรงงานในสัดส่วนที่ไม่สมน้ำสมเนื้อ
ที่สำคัญ วิถีทุนนิยมเป็นวิถีที่เอาเงิน เอาตัวเลขเป็นตัวตั้ง ไร้ซึ่งน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์และสังคม
นายทุนสะสมความร่ำรวยโดยไม่รู้จักพอ
ยิ่งรวยมาก ยิ่งต้องการรวยเพิ่มมากขึ้น ยิ่งรวยเพิ่มมากขึ้น ยิ่งมีความเห็นแก่ตัว
นายทุนในวิถีทุนนิยมไม่มีใครเลยที่รู้จักคำว่าพอ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมจนมิอาจที่จะประมาณได้
การสะสมความร่ำรวยของนายทุนในวิถีทุนนิมที่ไม่รู้จักพอ ที่ไม่รู้จักแบ่งปันที่ไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ
ในขบวนการผลิตของทุนนิมจะเน้นการทำลายมากกว่าการปกป้องรักษา จะมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย และทำลายสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆกัน ทำให้ป่าไม้ แม่น้ำลำธาร คุณภาพของดิน อากาศถูกทำลาย
เมื่อธรรมชาติถูกทำลาย คนทุกคนก็อยู่ไม่ได้
วิถีทุนนิยมเอาเงินเป็นตัวล่อ เมื่อทุกคนแข่งกันไขว่คว้าหาเงิน โดยมีความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น จะมีเงินซื้อสิ่งของอำนวยความสะดวกที่ล่อใจมากมาย แต่ท้ายที่สุดมีเพียงนายทุนเท่านั้นที่จะชนะ
ชนชั้นกลาง หรือชนชั้นใช้แรงงานจะถูกทอดทิ้งในวิถีทุนนิยม เพราะว่าไม่ว่าจะหาเงินได้เท่าไหร่ จะไม่มีวันพอกับการใช้จ่าย โดนเงินเฟ้อกินหมด เมื่อไม่พอใช้ต้องสร้างหนี้สิน ท้ายที่สุดทุกคนเป็นทาสหนี้กันหมด
เนื่องจากวิถีทุนนิยม มาพร้อมกับวิถีทุนนิยมการเงินที่มีเครดิต และการสร้างเงินเป็นตัวนำ การเพิ่มเครดิต และการเพิ่มปริมาณเงินของธนาคารกลางทำให้เกิดเงินเฟ้อ ที่กัดกร่อนความร่ำรวยของทุกคน
รายได้ของชนชั้นกลาง หรือชนชั้นแรงงานจะไม่มีวันตามทันเงินเฟ้อ และรับมือกับวงจรขาลงของภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ
ให้ดูชนชั้นกลางของสหรัฐและยุโรปในเวลานี้เป็นตัวอย่าง ความอิ่มตัวของระบบทุนนิยมที่สร้างหนี้สินจนล้นพ้นทำให้อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไปต่อไม่ได้ เกิดภาวะการตกงานไปทั่ว รายได้ของคนชั้นล่างและชนชั้นแรงงานไม่พอจ่ายหนี้ บวกกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
ทำให้เกิดวิกฤติทางการเมือง ลัทธิชาตินิยมสุดโต่ง ลัทธิกีดกันการค้า และการหาแพะเพื่อเบี่ยงประเด็นของการล้มเหลวของระบบ
วิถีทุนนิยมที่เป็นโมเดลของเศรษฐกิจโลกกำลังเจอวิกฤติที่ดูแล้วหาทางออกไม่ได้

thanong
11/12/201


ไม่มีข้อความกำกับภาพอัตโนมัติ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น